คุณภาพและมาตรฐาน

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

คุณภาพและมาตรฐาน

  • 22
    09 2560
    การจัดรูปแบบโรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่มให้สอดคล้องกับ GMP ตอนที่ 1

        ประเทศไทยเป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญของโลก มีผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้าว อ้อย มันสำปะหลัง รวมถึงผักและผลไม้ ไทยผลิตสินค้าทางการเกษตรออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่ในบางฤดูกาลพบว่า ผลผลิตทางการเกษตรที่ออกมาพร้อมๆมีปริมาณล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เป็นการนำเอาผลผลิตทางการเกษตรมาผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อให้เก็บรักษาผลผลิตทางเกษตรไว้ได้นานก่อนถึงตลาดและผู้ซื้อ การนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปจะช่วยป้องกันปัญหาผลผลิตสดล้นตลาด ซึ่งช่วยยกระดับราคาผลิตผลไม่ให้ตกต่ำ และยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร ประเด็นพิจารณาในการวางผังโรงงาน     1. ทำให้สามารถใช้พื้นที่ เครื่องมืออุปกรณ์ และแรงงานได้อย่างมีประโยชน์มากขึ้น     2. การไหลเวียนของวัตถุดิบ งานระหว่างทำ หรือแรงงานดีขึ้น     3. ทำให้สภาพแวดล้อมในการทำงานและขวัญกำลังของผู้ปฎิบัติงานดีขึ้น     4. ทำให้เกิดความสะดวกและความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน     5. จัดวางพื้นที่ให้มีประโยชน์อย่างเต็มที่ ไม่ควรให้มีพื้นที่ว่างเปล่า หรือสูญเปล่ามากเกินไป     6. ลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ และสร้างความปลอดภัยให้กับคนงาน ข้อมูลพื้นฐานในการวางผังโรงงาน มีดังนี้ วางผังโรงงานขั้นต้นก่อนที่จะมีการวางผังอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง พิจารณาเลือกวิธีการผลิต และเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตและทราบกำลังแรงม้ารวมทั้งโรงงาน เลือกแบบผังโรงงานและส่วนต่อเนื่องเช่นระบบบำบัดน้ำเสีย เลือกระบบการขนย้ายวัสดุ วางผังโรงงานให้เข้ากับตัวอาคารโรงงาน วางผังโดยใช้รูปวาด หรือแบบจำลองเป็นเครื่องช่วย ติดต่อขอทราบความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากบุคลที่เกี่ยวข้อง วางผังโรงงานไว้หลาย ๆ แบบ เลือกแบบที่ดีที่สุดเพียงแบบเดียว ขออนุญาตหน่วยงานราชการเกี่ยวข้องให้เป็นที่เรียบร้อย ขั้นตอนการวางผังโรงงาน     1. การวางผังโรงงานขั้นต้น เป็นการกำหนดขอบเขตอย่างกว้างๆ ว่าจะให้พื้นที่นี้ทำอะไร และพื้นที่นี้ควรจะต้องอยู่ติดกับหน่วยงานใด     2. การวางผังโรงงานอย่างละเอียด เป็นการกำหนดรายละเอียดในแต่ละแผนกว่าในแผนกนี้จะติดตั้งเครื่องจักร เครื่องมือตรงไหน เส้นการจราจรภายในแผนก รวมถึงการวางโต๊ะทำงาน     3. การติดตั้งเครื่องจักร ขั้นนี้เป็นขั้นนำการวางผังโงงานอย่างละเอียดมาสู่การปฏิบัติ ก็คือ การติดตั้งเครื่องจักรตามที่วางผังไว้แล้วให้สามารถปฏิบัติงานได้ การวางผังโรงงานผลิตอาหารตามข้อกำหนดตาม GMP (Good Manufacturing Practice) ทำเลที่ตั้งโรงงานควรอยู่ห่างจากแหล่งชุมชน แหล่งกำจัดขยะ โรงงานที่มีฝุ่นควัน หรือมีกลิ่นแปลกปลอม สถานที่ตั้งตัวอาคารและที่ใกล้เคียง ต้องอยู่ในที่ที่จะไม่ทำให้อาหารที่ผลิตเกิดการปนเปื้อนได้ง่าย เช่น ไม่อยู่ใกล้เคียงกับสถานที่น่ารังเกียจ และอยู่ห่างจากบริเวณหรือสถานที่ที่มีฝุ่นมากผิดปกติ สถานที่ตั้งตัวอาคารและบริเวณโดยรอบสะอาด ไม่ปล่อยให้มีการสะสมสิ่งที่ไม่ใช้แล้ว หรือสิ่งปฏิกูลอันอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์นำโรคและแมลง รวมทั้งเชื้อโรคต่าง ๆ ขึ้นได้ สภาพแวดล้อมรอบโรงงานต้องไม่รกรุงรัง ถ้ามีสนามหญ้าต้องตัดหญ้าให้สั้น เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งซุกซ่อนของสัตว์พาหะนำโรค หากเป็นไปได้ควรเป็นพื้นซีเมนต์รอบโรงงาน เพื่อให้ทำความสะอาดได้ง่ายและสามารถเดินตรวจรอบโรงงานได้สะดวก ควรหลีกเลี่ยงการปลูกต้นไม้ใหญ่ใกล้อาคารผลิต เพื่อป้องกันปัญหาจากนกและแมลง สาธารณูปโภค โรงงานต้องมีแหล่งน้ำใช้ที่ดี มีแหล่งไฟฟ้าที่เพียงพอ อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบหรือมีการคมนาคมที่สะดวก มีแรงงานเพียงพอ รวมถึงมีพื้นที่ในการกำจัดของเสียและขยะ บริเวณพื้นที่ตั้งตัวอาคารไม่มีน้ำขังแฉะและสกปรก และมีท่อระบายน้ำเพื่อให้ไหลลงสู่ทางระบายน้ำสาธารณะ จัดให้มีพื้นที่เพียงพอที่จะติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตให้เป็นไปตามสายงานการผลิตอาหารแต่ละประเภท และแบ่งแยกพื้นที่การผลิตเป็นสัดส่วนเพื่อป้องกันการปนเปื้อนอันอาจเกิดขึ้นกับอาหารที่ผลิตขึ้น ไม่มีสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วหรือไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตอยู่ในบริเวณผลิต จัดให้มีแสงสว่างและการระบายอากาศที่เหมาะสมเพียงพอสำหรับการปฏิบัติงานภายในอาคารผลิต พื้นควรทำด้วยวัสดุที่ทนทาน มีความแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต มีความทนทานต่อแรงกระแทก ไม่ดูดซับน้ำ ผิวเรียบไม่มีรอยแตกร้าว ไม่กัดกร่อน ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อได้ง่าย ทนต่อน้ำยาทำความสะอาด สารเคมี และทนความร้อน พื้นควรมีผิวเรียบแต่ต้องไม่ลื่น อาจจะเคลือบด้วยวัสดุที่ทนต่อการกัดกร่อนและแรงกระแทก เช่น อีพ็อกซีเรซิน (Epoxy resin) อะคริลิกเรซิน (Acrylic resin) หรือยางคลอริเนตเต็ดบิวทาไดอีนและสไตรีน (Chlorinated and Styrene Butadiene Rubber) พื้นควรลาดเอียงเพียงพอที่จะระบายน้ำได้ โดยลาดเอียงสู่ทางระบายน้ำ ซึ่งไม่ควรห่างมากกว่า 5 เมตร โดยทำมุม 1 ใน 40 เพื่อไม่ให้น้ำนอง ทางระบายน้ำต้องมีเพียงพอที่จะระบายน้ำในระหว่างการผลิตได้ทัน ท่อหรือทางระบายน้ำควรมีตะแกรงดักเศษอาหารไม่ให้ท่ออุดดัน ปลายท่อระบายน้ำที่เปิดออกสู่นอกอาคารต้องมีตะแกรงปิดกั้นไม่ให้หนูหรือสัตว์นำโรคเข้ามาในบริเวณผลิตได้ ท่อระบายน้ำควรมีความลาดเอียงให้น้ำไหลได้สะดวก ไม่ขังนิ่ง และลึกพอที่จะไม่ให้น้ำเอ่อล้น ท่อควรทำด้วยวัสดุที่ทนต่อการกัดกร่อน เช่นเหล็กปลอดสนิม หรือ PVC. ภายในท่อควรโค้งมนเพื่อให้สามารถทำความสะอาดได้ง่าย ทางระบายน้ำควรมีฝาปิดแบบโปร่งเพื่อมองเห็นภายในได้ และสามารถยกออกเพื่อล้างทำความสะอาดท่อได้ง่าย ประตูควรทำด้วยวัสดุที่มีผิวเรียบ ไม่ซึมน้ำ ควรทำจากโลหะ สามารถทำความสะอาดและฆ่าเชื้อได้ง่าย ไม่ควรทำจากไม้หรือติดกระจก หากติดกระจกต้องติดฟิล์มป้องกันการกระจายของกระจกกรณีกระจกแตก ประตูต้องปิดได้สนิทและแนบพอดีกับวงกบ ขอบวงกบควรพอดีกับผนัง เพื่อป้องกันการสะสมฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก ประตูที่เปิดออกสู่ภายนอกอาคารต้องติดม่านพลาสติก ซึ่งเป็นแผ่นพลาสติกซ้อนกันเพียงพอที่จะป้องกันแมลงได้ ประตูที่เปิดออกสู่ภายนอก เช่นประตูบริเวณรับวัตถุดิบ หรือบริเวณทิ้งขยะ ควรเป็นประตูสองชั้นเพื่อป้องกันแมลงเข้าสู่อาคาร การเปิดประตูต้องเปิดเพียงประตูเดียวขณะใช้งาน เช่นเปิดประตูด้านนอกเพื่อรับวัตถุดิบ ขณะที่ประตูด้านในที่เปิดสู่บริเวณผลิตปิด เมื่อรับวัตถุดิบเสร็จปิดประตูด้านนอก แล้วค่อยเปิดประตูด้านในนำวัตถุดิบเข้าบริเวณผลิต หน้าต่างควรทำด้วยวัสดุที่ไม่ซึมน้ำ สามารถทำความสะอาดและฆ่าเชื้อได้ง่าย ไม่ควรทำจากไม้ บานกระจกควรใช้พลาสติกใสที่ทนต่อความร้อน หากจำเป็นต้องเป็นบานกระจกต้องติดฟิล์มที่กระจกเพื่อป้องกันการแตกกระจายของเศษกระจก กรณีกระจกแตก หน้าต่างที่เปิดได้เพื่อระบายอากาศหรือความร้อน ต้องติดมุ้งลวดที่มีตาข่ายถี่พอที่จะป้องกันแมลงและนกได้ มุ้งลวดนี้ต้องสามารถถอดล้างได้ง่าย หน้าต่างควรปิดได้สนิท ไม่มีช่องโหว่รอบขอบบานหน้าต่าง ขอบฐานหน้าต่างควรเอียงทำมุมอย่างน้อย 45 องศา ทั้งด้านในและด้านนอกอาคารเพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของฝุ่นละออง ทำความสะอาดได้ง่าย และช่วยป้องกันไม่ให้เป็นที่เกาะของนก หรือเป็นทางเดินของสัตว์นำโรค และส่วนลาดเอียงของขอบหน้าต่างด้านในจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นที่วางของวัสดุต่างๆ เช่นนอต หรือตะปู เป็นต้น

  • 04
    04 2560
    แนวโน้มอุตสาหกรรมและขนาดตลาดของธุรกิจแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

        ประเทศไทยเป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญของโลก มีผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้าว อ้อย มันสำปะหลัง รวมถึงผักและผลไม้ ไทยผลิตสินค้าทางการเกษตรออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่ในบางฤดูกาลพบว่า ผลผลิตทางการเกษตรที่ออกมาพร้อมๆมีปริมาณล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เป็นการนำเอาผลผลิตทางการเกษตรมาผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อให้เก็บรักษาผลผลิตทางเกษตรไว้ได้นานก่อนถึงตลาดและผู้ซื้อ การนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปจะช่วยป้องกันปัญหาผลผลิตสดล้นตลาด ซึ่งช่วยยกระดับราคาผลิตผลไม่ให้ตกต่ำ และยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร     การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นอาหารในระดับอุตสาหกรรมสามารถรองรับวัตถุดิบเป็นจำนวนมากได้ โดยขบวนการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นอาหารในระดับอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทำให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารไทยเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในระดับสากล จนสามารถขยายตลาดการค้าออกไปสู่ต่างประเทศช่วยเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ประเทศได้เป็นอย่างดี     การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร อาศัยหลักการแปรรูปแบบผสมผสานที่เรียกว่า Hurdle Technology ซึ่งเป็นกรรมวิธีการแปรรูปที่ใช้วิธีการต่างๆ เช่น การควบคุมอุณหภูมิ ปริมาณน้ำอิสระ ความเป็นกรด-ด่าง ความเข้มข้นของออกซิเจน โดยทำให้อาหารแปรรูปมีคุณค่าทางโภชนาการและคุณภาพด้านประสาทสัมผัสใกล้เคียงกับอาหารสดหรืออาหารที่ปรุงสุกใหม่ การควบคุมปัจจัยเหล่านี้เหมือนเป็นการสร้างอุปสรรค (Hurdle) ร่วมกันจนทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมในการเจริญและเพิ่มจำนวนของเชื้อจุลินทรีย์ ทำให้จุลินทรีย์ชะงักการเจริญหรือไม่เพิ่มจำนวน จึงมีจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ในระดับที่ไม่ทำให้อาหารเสื่อมเสียหรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ดังนั้นอาหารจึงเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์ช้ากว่าอาหารที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูป     การแปรรูปรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นอาหารในปัจจุบันสามารถแยกเป็นการแปรรูปในระดับชุมชน ได้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน การแปรรูปในสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) และการแปรรูปในโรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งการแปรรูปในสถานประกอบการตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่จะถือเป็นผู้ผลิตอาหารที่ได้กล่าวถึงแล้วในตอนแนวโน้มอุตสาหกรรมและขนาดตลาดของธุรกิจอาหาร ดังนั้นในบทความนี้จะกล่าวถึงการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับชุมชน     กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศมีผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายเป็นจำนวนมาก แต่กลุ่มที่ประสบความสำเร็จกลับมีจำนวนน้อย ทั้งนี้มีสาเหตุจากหลายปัจจัยเช่น     1. การพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ ยังขาดการใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ควรพัฒนาด้วยการนำเทคโนโลยีการผลิตมาช่วยพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ทำให้สินค้ามีคุณภาพมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเชื่อถือในผลิตภัณฑ์มากขึ้น     2. การพัฒนาองค์ความรู้ พบว่ากลุ่มยังขาดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการทุกด้านในกลุ่ม ทำให้การทำงานขาดการพัฒนา เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น     3. การพัฒนาด้านเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ขาดรวมกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียง เพื่อใช้ประโยชน์จากการร่วมมือแลกเปลี่ยนความรู้และข่าวสารระหว่างกัน         การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรมีหลายขั้นตอน แต่ที่สำคัญผู้ประกอบการทุกรายจะต้องทำผลิตภัณฑ์ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า คุ้มราคา และผลิตภัณฑ์นั้นจะต้องมีความอร่อย สะอาด แบบสม่ำเสมอ ไม่ใช่ช่วงแรกที่นำผลิตภัณฑ์ออกจำหน่าย รสชาติอร่อยจนทุกคนติดใจ สามารถทำรายได้ให้มากมาย แต่พอเริ่มมีคนรู้จัก ผู้ประกอบการอยากให้มีผลกำไรมากๆ จะเริ่มลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทำให้ลูกค้าเสื่อมความนิยมลง ดังนั้นผู้ประกอบการจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงความซื่อสัตย์ต่อตนเองและลูกค้า     การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรต้องมีการวางแผนผลิตสินค้านั้นล่วงหน้า ให้สอดคล้องกับฤดูกาลของวัตถุดิบ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์นั้นจะมีต้นทุนต่ำ มีลักษณะและคุณภาพดี นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังต้องตั้งใจในการผลิตผลิตภัณฑ์นั้น เพื่อให้มีความสม่ำเสมอของรสชาติ คุณภาพที่ดีความสะอาด และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

  • 04
    04 2560
    แนวโน้มอุตสาหกรรมและขนาดตลาดของธุรกิจแปรรูปสมุนไพร

        สมุนไพรของไทยนับได้ว่าค่อนข้างมีศักยภาพทั้งในด้านของการเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ ความหลากหลายของชนิดสมุนไพรและการนำไปใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะการใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ยารักษาโรค เครื่องสำอาง อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ตามกระแสความต้องการใช้สมุนไพรเพื่อทดแทนการใช้สารสังเคราะห์ทางเคมีที่มากขึ้น รวมไปถึงแรงหนุนจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมเกี่ยว เนื่องกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร เช่น การใช้เป็นยารักษาโรคและอาหารเสริมสำหรับแพทย์ทางเลือก หรือน้ำมันหอมระเหยและลูกประคบในธุรกิจสปาเป็นต้น ส่งผลให้ความต้องการพืชสมุนไพรภายในประเทศยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากเดิมที่เคยมีมูลค่าตลาดเพียง 16,292 ล้านบาท ในปี 2552 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 32,701 ล้านบาท ในสิ้นปี 2558 หรือคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละ 12.3%     ตลาดในประเทศ ภาพรวมการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในประเทศปี 2558 ยังคงเติบโตได้ดี โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพรจะมีมูลค่าตลาด 2.69 หมื่น ล้านบาท เติบโต 8.3% ส่วนยารักษาโรคจากสมุนไพรมีมูลค่าตลาด 5.8 พันล้านบาท เติบโต 7.0% โดยปัจจัยบวกที่ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว ยังขยายตัวได้ยังคงมาจากกระแสการรักสุขภาพ และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติมากขึ้น โดยที่กลุ่มเครื่องดื่มจะเติบโตได้ดีในผลิตภัณฑ์ ประเภทเครื่องดื่มสมุนไพร โดยเฉพาะรังนก ซุปไก่สกัด และน้ำที่สกัดจากสมุนไพรต่างๆ อีกทั้งมีแรงหนุนจากการมอบเป็นของขวัญตามเทศกาลต่างๆ ส่วนผลิตภัณฑ์ยารักษาโรคจะเติบโตได้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐาน รวมถึงได้รับความนิยมและการยอมรับจากผู้บริโภคและแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มยาแก้ไอ แก้ไข้ และแก้แพ้จำพวกผดผื่น คัน ซึ่งหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาแผนไทยและแผนปัจจุบัน สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอางและรักษาผิวกว่า 70% ใช้ วัตถุดิบจากสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2558 มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 5.5 แสนตัน ขยายตัวได้ 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2557 แต่ในแง่ของมูลค่าตลาดกลับอยู่ที่ 1.61 หมื่นล้านบาท ลดลง 2.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้เป็นผลจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง     จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกสมุนไพรไทยอยู่ในหลักแสนล้านบาท โดยสมุนไพรไทยในกลุ่มอาหารเสริมมีมูลค่าการใช้และส่งออกรวมกว่า 80,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มสปาและผลิตภัณฑ์มีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท และกลุ่มยาแผนโบราณตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท ทั้งยังมีสมุนไพรกลุ่มสารสกัด กลุ่มที่ใช้ในอาหารสัตว์และกลุ่มที่ใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ     ในขณะที่กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข พยายามดำเนินการ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสมุนไพรไทย : สมุนไพรไทย-สินค้าโลก พ.ศ. 2556-2560 มุ่งการพัฒนาสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ Thailand Champion Herbal Products : TCHP พร้อมกับผลักดันสมุนไพร 5 ชนิดได้แก่ กวาวเครือขาว กระชายดำ ลูกประคบ ไพล และบัวบก โดยหวังให้การมีการใช้สมุนไพรไทยเหล่านี้อย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ     อย่างไรก็ตามแม้จะมีความพยายามในการส่งเสริมให้สมุนไพรไทยต่อสู้ได้ทั้งในตลาดอาเซียน และตลาดโลก แต่ดูเหมือนว่าอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาดของสมุนไพรไทยยังหนักหนาสาหัสอยู่ เพราะแม้ว่าตัวเลขยอดการส่งออกสมุนไพรไทยจะขยับขึ้น แต่หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆแล้ว อัตราการเติบโตในตลาดสมุนไพรของไทยยังไม่สามารถสู้กับประเทศเพื่อนบ้านได้ทั้งสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่แม้จะเสียเปรียบด้านความหลากหลายทางธรรมชาติ แต่ด้วยความสามารถในการพัฒนามาตรฐานต่างๆ ทำให้สิงคโปร์ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกด้านรับรองผลิตภัณฑ์สมุนไพร จนสามารถครองแชมป์ในภูมิภาคไปด้วย ในขณะที่มาเลเซียเองสามารถพัฒนาโรงงานแปรรูปสมุนไพรมีศักยภาพ ด้วยการนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกจากจีนมาแปรรูปจนมียอดส่งออกตามสิงคโปร์มาติด ๆ ยังไม่นับรวมเวียดนามที่ขณะนี้ก็เริ่มมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว     แต่ยังถือได้ว่าแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรยังคงมีแนวโน้มพอใช้ โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากการขยายตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และมุ่งเน้นใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติมากขึ้น อีกทั้งแรงหนุนจากธุรกิจเกี่ยวเนื่อง และโครงสร้างประชากรและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งสังคมผู้สูงอายุ กระแสค่านิยม รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐในการเข้าถึงยาสมุนไพร ซึ่จะส่งผลให้ธุรกิจขยายตัวมากขึ้น ส่วนหนึ่งสะท้อนจากประมาณการมูลค่ายอดขายผลิตภัณฑ์ยาและอาหารจากสมุนไพรที่คาดว่าในปี 2559 จะมีมูลค่าตลาดรวมกันกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท เติบโต 7.2% โดยผลิตภัณฑ์อาหารจะยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ดีมีมูลค่าตลาด 2.88 หมื่นล้านบาท เติบโต 7.4% โดยเฉพาะเครื่องดื่มสมุนไพรและบำรุงกำลัง ส่วนผลิตภัณฑ์ยารักษาโรคจากสมุนไพรมีมูลค่าตลาด 6.23 พันล้านบาท ขยายตัว 6.4% เติบโตได้ดีในกลุ่มยาแก้ไอ แก้ไข้ แก้แพ้ และกลุ่มยาทาแก้ปวดต่างๆ ทั้งนี้การเติบโตของธุรกิจในระยะถัดไปอาจชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานที่ใหญ่ขึ้น และอีกส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาสำคัญคือ การควบคุมคุณภาพทั้งขั้นตอนการผลิตและสมุนไพรที่เป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะการผลิตแบบครัวเรือน ซึ่งทำให้ไม่ได้รับรองจาก อย. ที่มีกระบวนการที่ยุ่งยากและใช้เวลาค่อนข้างนาน จึงส่งผลลบต่อการยอมรับผลิตภัณฑ์จากผู้บริโภคและการสั่งจ่ายยาจากแพทย์แผนปัจจุบันได้     สิ่งที่รัฐบาลควรส่งเสริมอย่างจริงจังและให้เป็นรูปธรรมมากกว่าการเขียนเป็นนโยบาย คือส่งเสริมให้มีการผลิตวัตถุดิบให้ได้มาตรฐาน GAP ทําการศึกษา วิจัยและทดลองประโยชน์ของสมุนไพรแต่ละชนิดอย่างจริงจัง ให้เป็นระบบและทําการเผยแพร่ทั้งในทางการแพทย์และการพาณิชย์ รวมถึงควรส่งเสริมให้มีการการแปรรูปสมุนไพรสร้างมูลค่าเพิ¬มให้กับวัตถุดิบสมุนไพร และพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับความต้องการ รสนิยมของผู้บริโภค และทั้งหมดนี้ควรจะรีบดำเนินการเพราะไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ขอบคุณภาพจากไทยรัฐ

  • 04
    04 2560
    แนวโน้มอุตสาหกรรมและขนาดตลาดของธุรกิจอาหาร

        อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นภาคธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมักเป็นธุรกิจที่ติดอันดับธุรกิจดาวรุ่งประจำปีจากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เช่นในปี 2558 ธุรกิจร้านอาหารติดอันดับดาวรุ่งที่สอดรับไปกับกระแสธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจสุขภาพความงาม ในปี 2559 ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพติดอันดับหนึ่งดาวรุ่งของปี เพราะกระแสการรักสุขภาพที่มาแรง รวมถึงการการให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม(ออแกนิกส์) และผลการสำรวจแนวโน้มในปี 2560 ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มก็ยังติดอันดับดาวรุ่ง แต่เน้นว่าจะต้องมีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มมากขึ้น     จากการกระแสการบริโภคอาหารในปัจจุบันที่เน้นคุณภาพ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ รวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารไทยต้องแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ทั้งการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและมีนวัตกรรม รวมถึงการเจาะประเทศเป้าหมายการส่งออกใหม่ๆ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเชนร้านอาหารไทยขยายสาขาในต่างประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ขยายการลงทุนธุรกิจร้านอาหารในต่างประเทศ ส่งผลให้จำนวนร้านอาหารไทยในต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น และนำมาซึ่งความต้องการสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารไทย นอกจากนี้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารไทยอาจมุ่งตลาดไปยังผู้บริโภคครัวเรือนในต่างประเทศ ด้วยการขยายช่องทางการจำหน่ายจากร้านค้าปลีกไปสู่การขายสินค้าในร้านอาหารไทย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้บริโภคไปรับประทานอาหารไทย จนทำเกิดความรู้สึกอยากประกอบอาหารไทยรับประทานเอง รวมถึงอาจขยายการขายสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคไอที     การผลิตและแปรรูปอาหารมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก โดยมูลค่าการผลิตอาหารของไทยมีสัดส่วนสูงสุดในภาคการผลิต ซึ่งสถานประกอบการอุตสาหกรรมอาหารส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สำหรับประเภทโรงงานอุตสาหกรรมอาหารที่มีจำนวนมาก ได้แก่ การแปรรูปสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ การผลิตน้ำมันพืช การผลิตเครื่องปรุงรส การแปรรูปเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ การแปรรูปผลไม้และผัก ตามลำดับ     ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ในปี 2558 มูลค่าตลาดอาหารในประเทศคิดเป็น 1.43 ล้านล้านบาท และคาดว่ามูลค่าตลาดอาหารในประเทศในปี 2558 จะขยายตัวอยู่ในช่วงที่ร้อยละ 3.0-5.0 ต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่า 1.49 ล้านล้านบาท จากแนวโน้มการขยายตัวของความเป็นเมือง และราคาสินค้าอาหารบางชนิดที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายด้านอาหารเพิ่มขึ้น     ในปัจจุบันแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยกระแสการห่วงใยสุขภาพ และความปลอดภัยของผู้บริโภคได้รับความนิยมขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากความนิยมในอาหารประเภทออแกนิกส์ หรือคลีนฟู้ด (อาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งน้อยที่สุด) ซึ่งกระแสอาหารสุขภาพไม่ได้อยู่ในวงจำกัดเฉพาะผู้สูงอายุหรือคนวัยทำงานเท่านั้น แต่ยังแผ่ขยายครอบคลุมไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่แม้ว่าอายุยังน้อย และไม่มีปัญหาสุขภาพเท่าไรนัก ก็ยังคงเล็งเห็นความสำคัญของประเด็นดังกล่าว หวังลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในอนาคต แนวโน้มการเลือกบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพได้แก่ อาหารที่มีไขมันต่ำ อาหารที่มีไขมันอิ่มตัว อาหารที่รสชาติอ่อน และอาหารที่ให้พลังงานต่ำ นอกจากนี้นวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการผลิตอาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมไขมัน หรือน้ำตาล ผลิตภัณฑ์สำหรับความงาม ด้านผิวพรรณ และผลิตภัณฑ์บำรุงสมอง หัวใจ เป็นต้น ที่ถูกพัฒนาให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เฉพาะกลุ่มมากขึ้น รวมไปถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองในปัจจุบัน และมีการแสดงข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้อาหารเพื่อสุขภาพเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง     โดยยูโรมอร์ นิเตอร์สำรวจพบว่ามูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของโลกในปี 2560 มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 7% มูลค่าตลาดจะสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ประเทศที่บริโภคอาหารเพื่อสุขภาพสูง มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คือ จีน รองลงมาเป็นบราซิล และสหรัฐอเมริกา อยู่ในอันดับ 3 ส่วนไทยอยู่ในอันดับ 19 แต่ที่น่าสนใจ คือ เวียดนามและกัมพูชา ก็มีมูลค่าตลาดอาหารเพื่อสุขภาพรองจากไทยเพียงเล็กน้อย โดยอยู่ในอันดับที่ 20 และ 21     สำหรับตลาดอาหารสุขภาพของไทยพบว่าตลาดอาหารสุขภาพที่มาแรง คืออาหารและเครื่องดื่มเพื่อคุณประโยชน์ (Functional Food and drink) ครองส่วนแบ่งตลาดอาหารสุขภาพมากที่สุดราว 60% ตามด้วยอาหารที่มาจากธรรมชาติและดีต่อสุขภาพ (Naturally Healthy Food) 30% รองมาคือวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตามด้วยผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร     ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย(ประเทศไทย) ได้ร่วมมือกับคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปิดเผยถึง 12 เทรนด์อาหารมาแรงในปี 2016-2017 ดังต่อไปนี้     1. Artificial public enemy : อาหารจากธรรมชาติและอาหารหารที่ผ่านกระบวนการน้อย เทรนด์อาหารนี้จึงทำให้บริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ต้องดึงส่วนผสมสังเคราะห์ที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติออกจากส่วนผสม เพราะสารเคมีสังเคราะห์ต่างๆ กลายเป็นศัตรูอันดับ 1 ของผู้บริโภคไปเรียบร้อยแล้ว     2. Table for one: อาหารพร้อมกินสำหรับ 1 คน จากพฤติกรรมที่เร่งรีบของวัยทำงาน และผู้บริโภคในปัจจุบัน มีแนวโน้มการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตเพียงคนเดียวมากขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มอาหารที่บรรจุสำหรับ 1 คน/1 มื้อ จะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับร้านอาหารต่างๆ ก็มีแนวโน้มที่จะพื้นที่สำหรับลูกค้าเพียงคนเดียวมากขึ้น     3. Eat with your eyes : ผู้บริโภคจะเลือกซื้อจากความสวยงามบรรจุภัณฑ์และสีสันของอาหาร นวัตกรรมอาหารนั้นกลายเป็นสีสันและมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสร้างความอยากรับประทานอาหาร การสร้างบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามมีจุดเด่นในการดึงดูดใจผู้บริโภคจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้น รวมถึงการออกแบบอาหารให้มีความน่าสนใจและสวยงามสำหรับเผยแพร่ลงโลกออนไลน์ (Social media) ก็มีความน่าสนใจเช่นกัน     4. Eco is the new reality : ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ และความกังวลเกี่ยวกับอาหารที่ถูกทิ้ง (Food Waste) ที่มีผลวิจัยรายงานว่าทั่วโลกว่ามีอยู่ ถึง 1,300 ล้านตัน หรือราว 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นทั่วโลกนั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการเตรียมการและกระบวนการผลิตด้วย ในปี 2016 นี้ การพัฒนาอย่างยั่งยืนและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกและกระบวนการผลิตนั้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ผลิตต้องหันมาให้ความสำคัญ เพราะผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและใช้ภาชนะจากธรรมชาติ     5. Alternatives everywhere : โปรตีนทางเลือก ที่ไม่ได้มาจากสัตว์ อาหารที่เป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกและผลิตภัณฑ์ทดแทนมาแรง เพื่อคนรักสุขภาพ     6. Fat sheds stigma : ไขมันตัวการทำลายสุขภาพ ปัจจุบันผู้บริโภคมีความรู้เกี่ยวกับที่มาของไขมันดีและไขมันเลวมากยิ่งขึ้นนำไปสู่การเปลี่ยนกรอบความคิดเกี่ยวกับไขมันที่ว่าไขมันเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายสุขภาพ     7. Good enough to tweet : ต้องแชะแล้วแชร์ การเพิ่มขึ้นของสื่อสารออนไลน์ ได้จุดประกายความน่าสนใจของการทำอาหารมากขึ้น ทำให้การทำอาหารในปัจจุบันไม่ได้สนใจเพียงสารอาหารที่ครบถ้วนอย่างเดียว แต่รวมถึงภาพลักษณ์ที่สวยงาม และสร้างสรรค์     8. E-revolution from carts to clicks : ต้องมีช่องทางสั่งซื้อออนไลน์ แอปพลิเคชัน และบริการจัดส่ง กำลังเปลี่ยนโฉมช่องทางเข้าถึงของผู้บริโภคไปยังการซื้อขายต่างๆ ข้อเสนอแบบเฉพาะเจาะจง หรือแม้แต่มื้ออาหารเต็มรูปแบบ นวัตกรรมต่างๆ ก็ส่งเสริมให้ผู้บริโภคคิดนอกเหนือไปจากบรรดาร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้านแบบดั้งเดิม     9. Diet by DNA : ออกแบบให้เหมาะกับ DNA ผู้กิน ในปัจจุบันการให้ความสำคัญจากอาหารที่มาจากธรรมชาติ ซูปเปอร์ฟู้ด เพราะมีความเชื่อว่าอาหารมีความเชื่อมโยงกับพันธุกรรม     10. From the inside-out : แนวคิดสุขภาพและความงามที่เริ่มต้นจากภายในนั้น กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะผู้บริโภคตระหนักดีว่า อาหารมีผลต่อภาพลักษณ์และความรู้สึก ดังนั้นอาหารในยุคนี้จะเน้นภาพลักษณ์ที่ชัดเจนผ่านบรรจุภัณฑ์ ว่ามีส่วนผสมที่บำรุงเรื่องด้านใดได้บ้าง ซึ่งถือเป็นโอกาสให้ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมจากวิตามิน เกลือแร่ และสารสำคัญต่างๆ ได้รับความนิยม     11. For Every Body : กระแสการออกกำลังกายและรักสุขภาพที่กำลังมาแรงนั้นส่งผลให้ผู้บริโภคต้องการโชว์รูปร่างและผลลัพธ์การออกกำลังกายที่ดี และสิ่งที่มาควบคู่กับการออกกำลังกาย คือ อาหาร และเครื่องดื่มที่ช่วยให้การออกกำลังกายนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น     12. Based on a true story : แหล่งผลิตน่าเชื่อถือ พฤติกรรมการซื้อสินค้าในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่ผู้ซื้อมักต้องการทราบข้อมูล ที่มาของแหล่งผลิต ที่ระบุได้และมีความน่าเชื่อถือ     แม้ว่าธุรกิจอาหารจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่อุตสาหกรรมอาหารไทยในปี 2560 ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญหลายประการที่ต้องเตรียมการรับมือ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนด้านนโยบายของผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ จะทำให้ตัวแปรเศรษฐกิจผันผวนและความเสี่ยงจากการเกิดสงครามการค้า เศรษฐกิจของประเทศในยุโรปฟื้นตัวล่าช้า และความกังวลเรื่องเสถียรภาพอียูหลังเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ในหลายประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย และอิตาลี ส่วนเศรษฐกิจจีนที่ยังชะลอตัว โดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง รวมแนวโน้มการขึ้นราคาน้ำมันหลังจาก OPEC และประเทศนอกกลุ่ม OPEC เตรียมลดกำลังการผลิตลง และความผันผวนของค่าเงินบาท นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยในประเทศที่อาจจะขาดแคลนวัตถุดิบทางการเกษตรเนื่องจากปัญหาภัยแล้งในปี2559 รวมถึงภาคการส่งออกที่ถูกกีดกันทางการค้าจาก มาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barrier) ที่ตลาดส่งออกหลักอย่างประเทศสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปนำมาใช้ส่งผลให้สินค้าส่งออกของไทยสูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน

  • 04
    04 2560
    การปรับปรุงสินค้าเดิมเพื่อลดต้นทุน

        กิจการจะทำอย่างไรที่จะค้าขายให้ได้กำไร วิธีการหลักๆก็มีอยู่ 2 ทางคือ ทางแรกขายให้ได้มากๆ กับลดต้นทุน ถามว่าขายได้มาแล้วกำไรมันมากด้วยหรือเปล่าก็อาจเป็นไปได้ ราคาขายกับต้นทุนสินค้ามีความแตกต่างกันมากมาก แต่หลายแห่งขายได้มาก ต้นทุนการขายก็มากตามไปด้วย กับวิธีการลดต้นทุน ถ้ากิจการสามารถลดต้นทุนสินค้าลงไปได้ 10 บาท/ชิ้น เท่ากับกิจการมีกำไรเพิ่มขึ้นทันที 10 บาทจากทุกชิ้นของสินค้าที่ขาย โครงสร้างของต้นทุนสินค้า ซึ่งปกติจะประกอบด้วย     1. วัตถุดิบทางตรง ( Direct material) คือ วัสดุหรือวัตถุดิบที่ใช้เพื่อการผลิตโดยตรง โดยส่วนมากมักจะเป็นส่วนประกอบหนึ่งของผลิตภัณฑ์ ปากกา มี พลาสติกและหมึกเป็นวัตถุดิบทางตรง , ขนมปัง มีวัตถุดิบทางตรงคือ แป้งสาลี เนย ไข่ ผงยีสต์ ถุงบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น จำนวนในการใช้วัสดุ / วัตถุดิบทางตรงนี้จะแปรผันกับจำนวนหน่วยในการผลิตโดยตรง     2. ค่าแรงทางตรง ( Direct labor ) เป็นค่าใช้จ่ายด้านแรงงานในการทำงานและผลิตสินสินค้าเพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปช่น ค่าจ้างรายวัน/เงินเดือนของพนักงานฝ่ายผลิต ซึ่งจะแปรผันกับปริมาณการผลิตโดยตรง     3. ค่าใช้จ่ายการผลิต ( Overhead ) เป็นค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากจากค่าใช้จ่ายของวัสดุและค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน เช่น ค่าสาธารณูปโภค, ค่าเช่าโรงงาน, ค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร, สวัสดิการต่างๆ เป็นต้น     สภาวะตลาดปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง การปรับปรุงสินค้าเดิมที่ขายอยู่ เพื่อลดต้นทุน ทำให้กิจการสามารถเพิ่มกำไร แนวทางในการปรับปรุงเพื่อลดต้นทุน     1. การทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำสุด โดยการเปลี่ยนมาตรฐาน เช่น วัตถุดิบที่มีคุณภาพต่ำเกินไปมีของเสียมากทำให้ต้นทุนสูง ควรเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพที่ดีเข้ามาทดแทน หรือหาผู้ขายวัตถุดิบที่มีราคาถูกกว่า โดยการเปรียบเทียบจากผู้ขายหลายๆราย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการผูกขาด การวางแผนสั่งซื้อซึ่งการสั่งซื้อคราวละปริมาณมากๆ จะทำให้ได้ส่วนลดมาก มีการเปรียบเทียบราคาวัตถุดิบกับราคาตลาดที่อ้างอิงจากแหล่งต่างๆ เพราะราคาวัตถุดิบอาจมีการเปลี่ยนแปลง     รวมถึงการปรับเปลี่ยนขนาดบรรจุภัณฑ์ หรือจำนวนบรรจุที่เหมาะสมต่อหีบห่อ ขนาดซองบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่เกินไป จะมีราคาแพงกว่า การลดขนาดซองลงจะสามารถลดต้นทุนราคาซองบรรจุภัณฑ์ลงได้     2. การผลิตเพื่อให้ได้สินค้าดีร้อยเปอร์เซ็นต์ของเสียเป็นศูนย์ ในการผลิตสินค้าเพื่อให้ได้สินค้าดีร้อยเปอร์เซ็นต์โดยไม่มีของทิ้ง หรือการทำให้ของเสียเป็นศูนย์ (Zero Waste or Reject) เป็นสิ่งที่ฝ่ายผลิต ฝ่ายควบคุมคุณภาพ และฝ่ายวิศวกรรมออกแบบ จะต้องออกแบบกระบวนการผลิต ตรวจสอบคุณภาพ ตลอดจนบริหารจัดการเครื่องจักรอุปกรณ์ในกระบวนการผลิต ให้สามารถรองรับวัตถุดิบในระหว่างการผลิตได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ     3. ปรับช่วงการควบคุมคุณภาพให้เหมาะสม เช่น การควบคุมน้ำหนักบรรจุ หรือปริมาตรบรรจุให้มีช่วงควบคุมที่แคบที่สุดที่สามารถทำได้ เช่นน้ำหนักสุทธิ 60 กรัม/ซอง เราควรควบคุมน้ำหนักบรรจุให้อยู่ระหว่าง 60 – 65 กรัม/ซอง หรือควบคุมระหว่าง 58 – 65 กรัม/ซอง เพราะน้ำหนักทุก 1 กรัมที่เพิ่มไปคือต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้น     4. การลดโสหุ้ยการผลิตตด้วยการลดต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำได้โดยการลดอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงต่อหน่วยผลิต และปรับเปลี่ยนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) เป็นเชื้อเพลิงชนิดอื่นที่ราคาถูกลง     5. การลดต้นทุนโดยการบริหารค่าล่วงเวลา ในการลดต้นทุนโดยการบริหารค่าล่วงเวลานั้น นิยมควบคุมค่าล่วงเวลาให้อยู่ในช่วงระหว่าง 7-15% ของฐานเงินเดือน ซึ่งสามารถใช้ค่าล่วงเวลานี้เป็นดัชนีชี้วัดสมรรถนะ (Performance Index) ของการบริหารจัดการได้ ซึ่งถ้าหาก %ค่าล่วงเวลา (%Over Time) มีค่ามากเกินกว่าที่กำหนดไว้ในแผน ก็ต้องหาแนวทางการแก้ไขว่าเกิดจากสาเหตุใดบ้าง ซึ่งเป็นภารกิจอย่างหนึ่งที่ผู้จัดการส่วนและวิศวกรจะต้องไปค้นหาสาเหตุ ตลอดจนแนวทางการแก้ไข     6. เพิ่มเปอร์เซ็นต์การใช้งานเครื่องจักร (% Utility) ซึ่งในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ มักจะมีการผลิตไม่เต็มประสิทธิภาพของเครื่องจักร เช่น ผลิตที่ 50 % Utility หากหาช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น จะทำให้สามารถขายสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมลดต่ำลง ปรับปรุงเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพดี ไม่สูญเสีน เช่น ใช้ไฟมาก ทำให้วัตถุดิบตกหล่น หรือมีของเสียจากการผลิตมาก     7. ลดต้นทุนไฟฟ้า การบำรุงรักษาและการดูแลเบื้องต้น โดยการปรับแต่งเครื่องจักรและการทำงานต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมโรงงาน เช่น การปรับอัตราส่วนการเผาไหม้ของหม้อไอน้ำ การทำความสะอาดระบบแสงสว่าง การหุ้มฉนวนท่อความร้อน เป็นต้น , การปรับปรุงขบวนการเดิมเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือทำให้การสูญเสียต่างๆ ลดน้อยลง ซึ่งจะต้องตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด โดยทั่วไปมาตรการนี้จะต้องการเงินลงทุนปานกลาง ทำได้โดยเพิ่มอุปกรณ์บางส่วนเข้าไปในกระบวนการผลิตตามคำแนะนำของบริษัทวิศวกรรม เช่น การนำความร้อนปล่อยทิ้งกลับมาใช้ใหม่ การเพิ่มอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน เป็นต้น , การเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์หรือระบบ เมื่อการตรวจวิเคราะห์ขั้นต้น และคำแนะนำของบริษัทวิศวกรรม ชี้ให้เห็นว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มาก ทั้งนี้จะต้องมีการประเมินผลตอบแทนทางการเงินที่ได้จากการดำเนินการมาตรการดังกล่าว ซึ่งมาตรการนี้จะต้องมีการลงทุนสูง โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีการใช้พลังงานต่ำ