กรณีศึกษา/e-Bestcase

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

กรณีศึกษา

  • 19
    07 2560
    SMEs Case Study #หจก.บุสยาริณฑ์

    1. ข้อมูลกิจการ ชื่อกิจการ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุสยาริณฑ์ (สุริยะฟาร์ม) ที่อยู่: 113/1 ม.3 ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 30140 โทรศัพท์: 08-6898-6029, 086-652-2276 โทรสาร : - E-mail: suriyafarm@hotmail.com Web site: www.suriyafarm.com ; facebook: สุริยะฟาร์มครีมนมแพะ ปีที่เริ่มกิจการ: 18/05/2553 ทุนจดทะเบียน (เงินลงทุน): 1,000,000 บาท กรรมการผู้จัดการ: นางสาววณิชยา นพขำ ผู้ถือหุ้นหลัก: นางสาววณิชยา นพขำ, นางสาววรัญญา สราญจิต ผู้ประสานงาน: นางสาววีรินท์ สราญจิต พื้นที่โรงงาน: 8,000 ตารางเมตร รูปแบบธุรกิจ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ประเภทอุตสาหกรรม: ผู้ผลิตเครื่องสำอางจากน้ำนมแพะ รูปแบบกระบวนการผลิตหลัก: น้ำนมแพะ-->แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์---> บรรจุ กำลังการ - โลชั่นบำรุงผิวน้ำนมแพะ อยู่ที 40 หลอด/ชั่วโมง (1 หลอด = 250 ml) - สบู่หัวน้ำนมแพะ อยู่ที 53 ก้อน/ชั่วโมง (1 ก้อน = 70 กรัม) - ครีมบำรุงผิวหัวน้ำนมแพะผสมทองคำ อยู่ที 51 กระปุก/ชั่วโมง (1 กระปุก = 30 กรัม) ผลิตภัณฑ์หลักและสัดส่วน: -โลชั่นบำรุงผิวน้ำนมแพะ -ครีมบำรุงผิวหัวน้ำนมแพะผสมทองคำ -ครีมหน้าใสน้ำนมแพะ -ครีมกันแดด SPF 55++ -ครีมกันแดดผสมรองพื้น (BB) -ครีมบำรุงรอบดวงตา -สบู่หัวน้ำนมแพะผสมทองคำ (Colostrum) -สบู่หัวน้ำนมแพะ (Colostrum) -สบู่เหลวน้ำนมแพะ -สบู่นมแพะสูตรเข้มข้น -นมพาสเจอรไรซ์ -นมสเตอริไลซ์ -นมแพะแท้ 100% (Goat Skim Milk) -นมแพะแท้ 100% (Goat Milk Powder) ลูกค้าหลักและสัดส่วน: ลูกค้าทั่วไป 70% , ลูกค้าประจำ 30% ยอดขาย: ปี 2556 1.2 ล้านบาท, ปี 2557 1.1 ล้านบาท, ปี 2558 1.3 ล้านบาท พนักงาน: ปี 2557 7 คน, ปี 2558 7 คน, ปี 2559 7 คน 2. ผลิตภัณฑ์     รูปแบบของสินค้า เป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำนมแพะ     ผลิตภัณฑ์หลัก ประกอบด้วย     1) โลชั่นบำรุงผิวน้ำนมแพะ     2) ครีมบำรุงผิวหัวน้ำนมแพะผสมทองคำ     3) ครีมหน้าใสน้ำนมแพะ     4) ครีมกันแดด SPF 55++     5) ครีมกันแดดผสมรองพื้น (BB)     6) ครีมบำรุงรอบดวงตา     7) สบู่หัวน้ำนมแพะผสมทองคำ (Colostrum)     8) สบู่หัวน้ำนมแพะ (Colostrum)     9) สบู่เหลวน้ำนมแพะ     10) สบู่นมแพะสูตรเข้มข้น     11) นมพาสเจอรไรซ์     12) นมสเตอริไลซ์     13) นมแพะแท้ 100% (Goat Skim Milk)     14) นมแพะแท้ 100% (Goat Milk Powder) 3. ความเป็นมาของกิจการ/แรงบันดาลใจ     สุริยฟาร์ม เป็นฟาร์มปศุสัตว์ ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2539 โดยเริ่มต้นทำการเลี้ยงโคนม เพื่อจำหน่ายน้ำนมโค จวบจนกระทั่งในปี พ.ศ.2545 จึงซื้อลูกแพะมาเลี้ยงจำนวน 2 ตัว โดยมีวัตถุประสงค์เลี้ยงเพื่อจำหน่ายสายพันธุ์และจำหน่ายน้ำนมแพะพาสเจอร์ไรส์ และในปี 2551 ทางฟาร์มได้คิดที่จะหาวิธีเพิ่มมูลค่าน้ำนมแพะโดยได้ข้อแนะนำจากคณะนักศึกษาปริญญาโทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาศึกษาดูงานที่ฟาร์ม เนื่องจากเห็นว่าน้ำนมแพะมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งภายในและภายนอกร่างกาย จุดเริ่มต้นจึงได้เข้าอบรมหลักสูตรการแปรรูปน้ำนมแพะ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จ.นครปฐม     หลังจากนั้นจึงได้กลับมาผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากน้ำนมแพะออกมาจำหน่าย ภายใต้การดำเนินธุรกิจของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุสยาริณฑ์ ซึ่งได้มีการจดทะเบียนหน่วยงานเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 จากนั้นได้สมัครลงทะเบียนเป็นผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ OTOP กับสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสีคิ้ว จวบจนปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ “Alice” อลิส ภาษาอังกฤษแปลว่า “ผู้หญิง” และคำบอกเล่าในสวีเดน แปลว่า “สิ่งที่สวยงามที่มาจากสรวงสวรรค์” โดยจุดเด่นของผลิตภัณฑ์จะนำน้ำนมเหลือง (Colostrum) ของแม่แพะที่คลอดลูกวันแรก มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผสมคุณค่าของสารสกัดจากสมุนไพรต่างๆ รวมทั้งโปรตีนวิตามิน อีกจำนวนมากจากธรรมชาติ มารวมเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นอย่างยิ่ง 4. กิจกรรมที่ดำเนินการที่ประสบผลสำเร็จ     1. เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย โดยมีร้านค้าออนไลน์ ทั้งทาง Line@ Facebook เและเว็บไซต์ของทางบริษัท     2. ทำการปรับปรุงเว็บไซต์ของบริษัทใหม่ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเว็บไวต์ของบริษัทผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้ ซึ่งเว็บไวต์ คือ www.suriyafarm.com ทั้งนี้ไม่มีการใช้เงินลงทุนด้านการปรับปรุงช่องทางการจัดจำหน่าย เนื่องจากทางบริษัทมีบุคคลากรที่มีความพร้อมในการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานในส่วนนี้ได้เลยโดยไม่ต้องจัดจ้างบริษัทภายนอกมาดำเนินการ     3. เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมจากภาครัฐในส่วนของการทดลองนำสินค้าไปวางตลาดในต่างประเทศ 5. ผลลัพธ์ที่เกิดจากการเข้าร่วมโครงการ     โดยผลที่ได้จากการดำเนินงาน คือ สามารถเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย โดยมีร้านค้าออนไลน์ทั้งทาง Line@ Facebook เและเว็บไซต์ของทางบริษัท ส่งผลให้มียอดขายเพิ่ม 15% และมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 3 ราย

  • 19
    07 2560
    SMEs Case Study #บริษัท ต หมุกระจกโคราช จำกัด

    1. ข้อมูลกิจการ ชื่อกิจการ: บริษัท ต.หมูกระจกโคราช ฟู้ด โปรดักส์ จำกัด ที่อยู่ 368  หมู่ที่ 17 ต.หนองนาคำ  อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี 4100 โทรศัพท์: 061-514-7899 โทรสาร : - E-mail: t_mookajok@hotmail.com Web site: http://www.t-mookajok.com/index.php ปีที่เริ่มกิจการ: 16/07/2556 เงินลงทุน: 1.0 ล้านบาท คณะกรรมการ: นายธนพงศ์ปกรณ์ สิงหเสนา ผู้ถือหุ้นหลัก: นายธนพงศ์ปกรณ์ สิงหเสนา ผู้ประสานงาน: นายธนพงศ์ปกรณ์ สิงหเสนา พื้นที่โรงงาน: 1 ไร่ 2 งาน รูปแบบธุรกิจ: บริษัทจำกัด ประเภทอุตสาหกรรม: การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น รูปแบบกระบวนการผลิตหลัก  ต้มหนังหมูแผ่น -->ทำการหันด้วยเครื่องหัน---> ผสมเครื่องปรุงรส--->ทำการทอดครั้งที่ 1--->เก็บทิ้งไว้ให้เย็นตัว 1 คืน --->ทำการทอดครั้งที่ 2--->ทิ้งไว้ให้เย็นตัว--->ทำการบรรจุผลิตภัณฑ์--->จัดจำหน่าย กำลังการผลิต: สามารถทอดหนังหมูแผ่นได้สูงสุดวันละ 300 กิโลกรัม ผลิตภัณฑ์หลักและสัดส่วน:  หมูกระจก รสต้มยำ 100% ลูกค้าหลักและสัดส่วน: ขายส่งทั่วประเทศ 70% ขายปลีกในพื้นที่ใกล้เคียง 20% ส่งออกต่างประเทศ (ประเทศจีน ผ่านทางตัวแทนจัดจำหน่าย) 10% ยอดขาย: ปี 2556   2  ล้านบาท, ปี 2557  2  ล้านบาท, ปี 2558  3  ล้านบาท พนักงาน: ปี 2557 28 คน, ปี 2558 28 คน, ปี 2559 28 คน (ประมาณการ) 2. ผลิตภัณฑ์     หมูกระจก รสต้มยำ 3. ความเป็นมาของกิจการ/แรงบันดาลใจ     บริษัท ต.หมูกระจกโคราช ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด เป็นบริษัทผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งดำเนินการจดทะเบียนบริษัท ในปี พ.ศ. 2556 เพื่อผลิตและจำหน่ายหมูกระจก รสต้มยำ ซึ่งมีคุณธนพงศ์ปกรณ์ สิงหเสนา เป็นกรรมการผู้จัดการ ทางบริษัทฯ ได้พยายามคิดค้นและปรับปรุงสูตรในการทำหมูกระจก จนสามารถค้นพบสูตรเฉพาะของทางบริษัทเองที่ไม่เลี่ยน และไม่เหม็นหืน สามารถทานได้เรื่อยๆ เพลินๆ อร่อยจนต้องขอเพิ่มอีกซอง โดยเริ่มต้นจากการเปิดร้านขายหมูกระจก และใช้ชื่อว่า ต.หมูกระจกโคราช ในวันที่ 2 มิถุนายน 2552 เป็นต้นมา บริษัทกำหนดเป้าหมายการส่งสินค้าออกไปยังตลาด AEC โดยมีประเทศเป้าหมายในการส่งออกผลิตภัณฑ์หมูกระจก รสต้มยำ ไปจัดจำหน่าย คือ ประเทศลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีน 4. กิจกรรมที่ดำเนินการที่ประสบผลสำเร็จ     1. จัดทำแผนการตลาดและกลยุทธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ     2. การลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ไว้ดังนี้     1. ศึกษาตลาด ความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าต่างประเทศในตลาดภูมิภาค AEC     2. จัดทำแผนการตลาดและกลยุทธ์อย่างเป็นรูปธรรม     3. เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมจากภาครัฐในส่วนของการทดลองนำสินค้าไปวางตลาดในต่างประเทศ ได้แก่ พม่า และลาว     4. แนะนำแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยค้นหาความสูญเปล่า 7 ประการในกระบวนการผลิต รวมทั้งแนวทางในการวิเคราะห์สาเหตุ และกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ     5. วิเคราะห์กระบวนการผลิต และค้นหาความสูญเสียในกระบวนการผลิตตลอดกระบวนการผลิตในทุกผลิตภัณฑ์     6. คัดเลือกความสูญเปล่าที่ต้องแก้ไขเป็นกรณีเร่งด่วน พร้อมวิเคราะหาสาเหตุและกำหนดแนวทางการแก้ไขเพื่อลดความสูญเสียที่พบภายใต้กระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ     7. ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขความสูญเสียที่พบ     8. ดำเนินการติดตามผลการแก้ไขตามแนวทางที่ได้ระบุไว้ 5. ผลลัพธ์ที่เกิดจากการเข้าร่วมโครงการ     โดยผลที่ได้จากการดำเนินงาน คือ ได้คู่ค้าเพิ่มขึ้นจากประเทศลาว และพม่า และมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นจากเดิม 80,000 บาท จากการส่งสินค้าไปทดลองวางตลาดที่ประเทศจีน และสามารถลดต้นทุนต่อหน่วยสินค้าลง ได้ 10% จากการนำเทคนิคการลดความสูญเปล่า 7 ประการในกระบวนการผลิตไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงาน

  • 19
    07 2560
    SMEs Case Study หจก.ครอบครัวน้ำพริกไทย

    1. ข้อมูลกิจการ ชื่อกิจการ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ครอบครัวน้ำพริกไทย ที่ตั้งสำนักงาน/โรงงาน: 3 หมู่ที่ 14 บ้านบุใหญ่พัฒนา ต.สูงเนิน อ.สูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 30170 โทรศัพท์: 044-369-828 โทรสาร : - E-mail: tum10000@hotmail.com Web site: http://www.thaitechno.net/t1/home.php?uid=39588 ปีที่เริ่มกิจการ: 08/10/2551 เงินลงทุน: 2.5 ล้านบาท คณะกรรมการ: นางสว่าง ทัพทวี, นายบุลากร ทัพทวี, นายเดชรักษา ทัพทวี ผู้ถือหุ้นหลัก: นายบุลากร ทัพทวี ผู้ประสานงาน: นายบุลากร ทัพทวี และ นายเดชรักษา ทัพทวี รูปแบบธุรกิจ: การผลิต และจัดจำหน่าย ประเภทอุตสาหกรรม: การผลิตเครื่องเทศและเครื่องแกงสำเร็จรูป กำลังการผลิต: 237,714 กระปุก/เดือน ยอดขาย: ปี 2557 ประมาณ 38 ล้านบาท, ปี 2558 ประมาณ 42 ล้านบาท (สูงขึ้น 10 % จากปี 2557), ปี 2559 ประมาณ 50 ล้านบาท (สูงขึ้น 20% จากปี 2558) พนักงาน: ปี 2557 28 คน ปี 2558 28 คน ปี 2559 28 คน (ประมาณการ) ระบบคุณภาพ: มผช. ฮาลาล อย. และ OTOP ระดับ 5 ดาว 2. ผลิตภัณฑ์     ห้างหุ้นส่วนจำกัด ครอบครัวน้ำพริกไทย เป็นบริษัทที่อยู่ในกลุ่มของการผลิตเครื่องเทศ และเครื่องแกงสำเร็จรูป โดยมีผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทคือ น้ำพริกสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ตราน้ำพริกแม่สว่าง เครื่องเทศ เครื่องแกงสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ น้ำปลาผสมกลิ่นแมงดานา กระเทียมเจียว น้ำพริกเผา น้ำกระเทียมดอง น้ำปลาผสม ปลาร้าต้มสุก เป็นต้น 3. ความเป็นมาของกิจการ/แรงบันดาลใจ     ห้างหุ้นส่วนจำกัด ครอบครัวน้ำพริกไทย เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำพริกสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ภายใต้เครื่องหมายการค้าตรา “น้ำพริกแม่สว่าง” เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้วัตถุดิบในชุมชนเป็นส่วนใหญ่ “เพื่อเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทย วัตถุดิบที่ได้จึงใหม่และสดเสมอ” โดยผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ปริมาณต้นทุนในการผลิตต่ำ ไม่ต้องขนส่งไกล และผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสูง โดยมีอายุการเก็บรักษาได้นาน สอดคล้องกับความต้องการและแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคสมัยใหม่ รวมทั้งโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป     ทางบริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายตลาดให้เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในส่วนของการวางจำหน่ายที่ซุ้มไก่ย่าง 5 ดาว ในเขตพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก จำนวน 4000 สาขา และในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 4000 สาขา โดยตั้งเป้าหมายว่าจะส่งผลให้มียอดขายโดยประมาณอยู่ที่ 400,000 บาทต่อเดือน และเพิ่มยอดขายในส่วนของบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จากเดิม 5 ผลิตภัณฑ์ เป็น 15 ผลิตภัณฑ์ โดยคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้มียอดขายโดยประมาณอยู่ที่ 560,000 บาทต่อเดือน และด้วยการที่ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ดำเนินธุรกิจในรูปของ "ไฮเปอร์มาร์เก็ต" หรือ "ซูเปอร์เซ็นเตอร์" ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ปัจจุบันบิ๊กซี แบ่งออกเป็น บิ๊กซีจัมโบ้ จำนวน 2 สาขา บิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า จำนวน 15 สาขา และบิ๊กซี จำนวน 105 สาขา รวมเป็นสาขาเปิดให้บริการทั้งสิ้น 122 สาขา แยกเป็นสาขาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 50 สาขา สาขาในต่างจังหวัด 72 สาขา อีกทั้งทางบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ยังมีแผนงานที่จะเพิ่มจำนวนสาขา เป็น 158 สาขา ซึ่งน่าจะปัจจัยอย่างหนึ่งในการยืนยันให้เห็นถึงโอกาสในการขยายตลาดของ ห้างหุ้นส่วนจำกัดครอบครัวน้ำพริกไทย ได้เป็นอย่างดี 4. กิจกรรมที่ดำเนินการที่ประสบผลสำเร็จ     เชิงคุณภาพ     1) มีการจัดทำแผนการดำเนินธุรกิจ รวมถึงแผนในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ อย่างเป็นรูปธรรม     2) มีการพัฒนากระบวนการผลิตอาหารให้เป็นไปตามเกณฑ์การผลิตอาหารที่ดีมากยิ่งขึ้น     3) มีการลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิต ส่งผลให้เกิดต้นทุนต่อหน่วยสินค้าลดลง     เชิงปริมาณ     1) มีแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม 1 ฉบับ     2) มียอดขายสินค้าในช่วงเดือนธันวาคม 2558 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2559 ไม่น้อยกว่า 1,500,000 บาท/เดือน และสามารถเพิ่มยอดขายไม่น้อยกว่า 5% เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโครงการ     3) มีเอกสารหรือมาตรฐานการทำงานตลอดกระบวนการผลิตที่เป็นไปตามเกณฑการผลิตอาหารที่ดี จำนวน 1 ฉบับ     4) ต้นทุนต่อหน่วยสินค้าลดลงไม่น้อยกว่า 5% ลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต     เนื่องจากกระบวนการผลิตบางขั้นตอนของหน่วยงาน ยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์การผลิตอาหารที่ดี อาทิ กระบวนการปรุงผสม ซึ่งเดิมต้องเสียเวลาไปกับการตัดแต่ง คัดแยกวัตถุดิบก่อนป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิต     แก้ไขปัญหาโดย เพิ่มขั้นตอนของกระบวนการตัดแต่ง คัดแยกวัตถุดิบก่อนป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิต ซึ่งจากการเพิ่มขั้นตอนของกระบวนการตัดแต่ง คัดแยกวัตถุดิบก่อนป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิต จะส่งผลทำให้ในส่วนของกระบวนการปรุงผสม ไม่ต้องเสียเวลาในการรอคอย/ตัดแต่งวัตถุดิบก่อนใช้ในการผลิต รวมทั้งยังสามารถลดโอกาสการปนเปื้อนต่างๆ ที่จะเข้าไปสู่กระบวนการผลิตได้อีกด้วย อาทิ แมลง ฝุ่นละออง ที่ปนเปื้อนมากับวัตถุดิบ     สามารถลดความสูญเปล่าในส่วนของการผลิตน้ำพริกแกงแบบตัก ได้ดังนี้     -ค่าแรงงานที่สูญเปล่า =(50 บาท/ชม. * 2 คน* 26 วัน) =5200 บาท/เดือน = 62,400 บาท/ปี     -ค่าเสียโอกาสในการผลิตน้ำพริก ซึ่งรอบการผลิตใช้เวลา 30 นาที และจำสามารถผลิตน้ำพริกได้ 40 กิโลกรัม =4 รอบ*40กิโลกรัม*90บาท/กิโลกรัม*26วัน =374,400 บาท = 4,492,800 บาท/ปี (หรือคิดเป็นปริมาณน้ำพริกที่สูญเสียโอกาสในการผลิต เป็นจำนวน 4,160 กิโลกรัม)     รวมเป็นมูลค่าความสูญเสียเท่ากับ 379,600 บาท หรือเท่ากับ 4,555,200 บาท/ปี หมายเหตุ : ค่าแรง 400 บาท/วัน หรือเท่ากับ 50 บาท/ชม.     สามารถลดความสูญเปล่าในส่วนของการผลิตน้ำพริกแบบบรรจุกระปุก     สูญเสียน้ำพริกที่จะเอาไปบรรจุกระปุกได้ 4,160 กิโลกรัม     โดย 1 กระปุก น้ำหนักบรรจุ 70 กรัม คิดเป็น 59,428.57 กระปุก/เดือน ซึ่งคิดเป็นเงิน 777,325.71 บาท/เดือน     *** เพิ่มคนงาน 1 คน *300 บาท/วัน * 26 วัน คิดเป็นเงิน 7,800 บาท/เดือน เหลือส่วนต่างสุทธิจากการปรับปรุงลดความสูญเสีย 769,525.71 บาท/เดือน หรือเท่ากับ 9,234,308 บาท/ปี หมายเหตุ : ราคากระปุกละ 13.08 บาท ฝ่ายบรรจุมีพนักงานทั้งหมด 8 คน เป็นฝ่ายบรรจุลงกระปุก 5 คน (กำลังการผลิตปัจจุบันเท่ากับ 10,000 กระปุก/วัน หรือเฉลี่ยเท่ากับ 2,000 กระปุก/คน)     ดังนั้น เพิ่มแรงงาน 1 คนเพื่อบรรจุน้ำพริกที่ได้เพิ่มขึ้น 2,285.71 กระปุก     ทั้งนี้ การที่สามารถผลิตน้ำพริกได้เพิ่มขึ้น ก็ยังไปช่วยให้สามารถส่งมอบสินค้าให้กับบิ๊กซีได้ครบตามจำนวน และไม่ต้องเสียค่าปรับจากการส่งสินค้าไม่ครบตามจำนวนอีกด้วย หมายเหตุ : ราคาน้ำพริกกิโลกรัมละ 90 บาท 5. ผลลัพธ์ที่เกิดจากการเข้าร่วมโครงการ     ในการดำเนินงานโครงการในครั้งนี้ ทางบริษัทได้มีการจัดทำแผนงานปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก ณ ปัจจุบัน ทางหน่วยงานประสบปัญหาขาดสภาพคล่องในส่วนของเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินการธุรกิจ นอกจากนั้นในระหว่างการดำเนินงานโครงการในครั้งนี้ทางหน่วยงานยังได้มีการดำเนินกิจกรรมลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิต เพื่อเป็นการลดต้นทุนในกระบวนการผลิตอีกด้วย โดยผลที่ได้จากการดำเนินงานดังกล่าวสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ 62,400 บาทต่อปี หรือคิดเป็น 5% และมีมูลค่าความสูญเสียที่ลดลงได้เท่ากับ 13,789,508 บาทต่อปีหรือคิดเป็น 25% ของกำลังการผลิตสูงสุดของหน่วยงาน อีกทั้งยังสามารถเพิ่มมูลค่ายอดขายได้ประมาณ 6,240,000 บาทต่อปี หรือคิดเป็น 20% อีกด้วย

  • 18
    07 2560
    SMEs Case Study บริษัท ผลิภัณฑ์อาหารสุนี จำกัด #การปรับปรุงวิธีการทำงาน เพื่อลดต้นทุนการผลิต

    1. ข้อมูลกิจการ ชื่อกิจการ: บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารสุนี จำกัด ที่อยู่: 140/10 ม.2 ถ.มิตรภาพ ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 30140 โทรศัพท์: 044-411-172, 081-877-1771 IDLINE : lerd1238 โทรสาร: 044-411- E-mail: Suneefood-lerd2011@hotmail.com Web site: http://www.suneefood.net ปีที่เริ่มกิจการ: 09/09/2548 ทุนจดทะเบียน (เงินลงทุน): 5,000,000.00 บาท กรรมการผู้จัดการ: นายยอดชาย รัตนชีวกร ผู้ถือหุ้นหลัก: นายยอดชาย รัตนชีวกร ผู้ประสานงาน: นายเลิศ รัตนชีวกร พื้นที่โรงงาน: 1,400 ตารางเมตร รูปแบบธุรกิจ: บริษัทจำกัด ประเภทอุตสาหกรรม: ร้านขายปลีกอาหารอื่นๆซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น รูปแบบกระบวนการผลิตหลัก: เนื้อปลา-->แปรรูป--->บรรจุ กำลังการผลิต: 20,000 ชิ้น (แปรรูปเนื้อปลาวันละ 2,000 กิโลกรัม) ผลิตภัณฑ์หลักและสัดส่วน: แหนมปลากราย 70% ผลิตภัณฑ์อื่นๆ (ไส้กรอกไก่และปลา) 30% ลูกค้าหลักและสัดส่วน: ผู้ค้ารายใหญ่ 70% ,ร้านค้า 30% ยอดขาย: ปี 2556 22 ล้านบาท, ปี 2557 29 ล้านบาท, ปี 2558 35 ล้านบาท พนักงาน: ปี 2557 45 คน, ปี 2558 42 คน, ปี 2559 39 คน 2. ผลิตภัณฑ์ 3. ความเป็นมาของกิจการ/แรงบันดาลใจ     เริ่มก่อตั้งกิจการ "หจก.ผลิตภัณฑ์อาหารแม่สุนี" เมื่อปี พ.ศ. 2539 เป็นโรงงานผลิตและแปรรูปอาหารประเภทแหนมปลากราย และได้ดำเนินการเปลี่ยนเป็น "บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารสุนี จำกัด" เมื่อปี พ.ศ. 2548 เพื่อพัฒนามาตรฐานองค์กรให้เป็นสากล     ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในการแปรรูปเนื้อปลา นำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และมีหลายรสชาติ เช่น แหนมปลากราย ไส้กรอกห่อหมกปลากราย ไส้กรอกปลารสผัดกะเพรา ไส้กรอกปลาค้อกเทล และไส้กรอกปลายอผสมพริกไทยดำ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการทำ บา–บี–คิว ไส้กรอกปลาภายใต้ยี่ห้อ แม่สุนี และ SUNEE BRAND รวมถึงยังเป็นสินค้า OTOP จังหวัดนครราชสีมา และได้รับคัดสรรในระดับ OTOP TO THE WORLD รวมถึงรางวัลประกันคุณภาพความอร่อยจากเชลล์ชวนชิม     แหนมปลากรายแม่สุนี เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียง ได้รับเชิญไปออกรายการ TV หลายช่อง เช่น รายการบ้านเลขที่ 5 ช่วง นานาอาชีพ รายการลุงยุ้ยลุยสวน ตอน อาชีพใหม่ ทอดแหนมปลากรายขาย รายการสู้แล้วรวยตอนช่องทางสร้างเงินล้าน รวมถึงหนังสือพิมพ์ POST TODAY หนังสือทำแล้วรวย หนังสือคู่มือธุรกิจแฟรนไชส และอื่นๆ อีกจนถึงปัจจุบัน 4. กิจกรรมที่ดำเนินการที่ประสบผลสำเร็จ “การแก้ไขความสูญเสียในส่วนของกระบวนการที่ไม่จำเป็น (Unnecessary Processing) ด้วยการปรับปรุงวิธีการทำงาน เพื่อลดต้นทุนการผลิต” วัตถุประสงค์     ปรับปรุงวิธีการทำงาน เพื่อลดต้นทุนแรงงานที่ใช้ในการผลิตของหน่วยงาน รายละเอียดการผลดำเนินงาน     เมื่อตอนเริ่มกิจการ การผลิตแหนมต้องใช้กำลังแรงงานคนในการตักแหนมบรรจุถุง ชั่งน้ำหนักและมัดด้วยยางวง สามารถผลิตได้ 800 ชิ้นต่อคนต่อวันทำการ ซึ่งเฉลี่ยค่าแรง 180 บาทต่อวัน     ในเวลานั้นต้นทุนในการผลิตต่อชิ้นเท่ากับ 0.23 บาท ซึ่งบริษัททำการผลิต 60,000 ชิ้นต่อวัน และต้องใช้คนงานถึง 75 คนในการผลิต มูลค่าค่าแรงที่ต้องจ่ายต่อวันคือ 75 x 180 =13,500 บาทต่อวันทำการ     แต่เนื่องจากการใช้กำลังคนงาน ซึ่งมีการลาป่วย ลากิจ มาสาย เป็นประจำ ทำให้ปริมาณการผลิตไม่คงที่ตามความต้องการ และส่งผลถึงการสูญเสียลูกค้าบางรายไป เนื่องจากไม่สามารถส่งมอบตามกำหนด วิธีการดำเนินงานแก้ไขปัญหา     ทางบริษัทจึงได้นำเครื่องจักรที่สามารถอัดบรรจุตามน้ำหนัก และคลิปหัวคลิปท้ายได้ มาบรรจุแหนมแทนการใช้แรงงานคน ซึ่งช่วยลดจำนวนคนงานที่มากเกินความจำเป็นลงได้อีกด้วย ผลที่ได้รับ     ซึ่งเมื่อนำเครื่องจักรมาช่วยในกระบวนการผลิตดังกล่าว สามารถผลิตได้ปริมาณตามที่ต้องการ และลดจำนวนคนงานได้ 69 คน เนื่องจากเครื่องจักรที่นำมาใช้ทดแทนแรงงานคนนั้นจำเป็นต้องใช้คนงานควบคุมเครื่องจักร เครื่องจักรละ 2 คน ทั้งหมดจำนวน 2 เครื่อง จึงใช้พนักงานเพียง 4 คน และมีพนักงานสำรองไว้อีก 2 คน ดังนั้นจึงใช้พนักงานรวมทั้งหมดในส่วนนี้เพียง 6 คน เท่านั้น (เดิมใช้คนงานในส่วนนี้ 75 คน) คิดเป็นมูลค่าการลดความสูญเสียของกระบวนการที่ไม่จำเป็นเท่ากับ 3,875,040 บาท/ปี (ทำให้ลดค่าแรงได้ถึง 322,920 บาทต่อเดือน ; 69 คน * 180 บาทต่อวัน *26 วันทำการ)

  • 18
    07 2560
    SMEs Case Study บริษัท ผลิภัณฑ์อาหารสุนี จำกัด #ลดการสูญเสียเนื้อปลาในกระบวนการผลิต

    1. ข้อมูลกิจการ ชื่อกิจการ: บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารสุนี จำกัด ที่อยู่: 140/10 ม.2 ถ.มิตรภาพ ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 30140 โทรศัพท์: 044-411-172, 081-877-1771 IDLINE : lerd1238 โทรสาร: 044-411- E-mail: Suneefood-lerd2011@hotmail.com Web site: http://www.suneefood.net ปีที่เริ่มกิจการ: 09/09/2548 ทุนจดทะเบียน (เงินลงทุน): 5,000,000.00 บาท กรรมการผู้จัดการ: นายยอดชาย รัตนชีวกร ผู้ถือหุ้นหลัก: นายยอดชาย รัตนชีวกร ผู้ประสานงาน: นายเลิศ รัตนชีวกร พื้นที่โรงงาน: 1,400 ตารางเมตร รูปแบบธุรกิจ: บริษัทจำกัด ประเภทอุตสาหกรรม: ร้านขายปลีกอาหารอื่นๆซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น รูปแบบกระบวนการผลิตหลัก: เนื้อปลา-->แปรรูป--->บรรจุ กำลังการผลิต: 20,000 ชิ้น (แปรรูปเนื้อปลาวันละ 2,000 กิโลกรัม) ผลิตภัณฑ์หลักและสัดส่วน: แหนมปลากราย 70% ผลิตภัณฑ์อื่นๆ (ไส้กรอกไก่และปลา) 30% ลูกค้าหลักและสัดส่วน: ผู้ค้ารายใหญ่ 70% ,ร้านค้า 30% ยอดขาย: ปี 2556 22 ล้านบาท, ปี 2557 29 ล้านบาท, ปี 2558 35 ล้านบาท พนักงาน: ปี 2557 45 คน, ปี 2558 42 คน, ปี 2559 39 คน 2. ผลิตภัณฑ์ 3. ความเป็นมาของกิจการ/แรงบันดาลใจ     เริ่มก่อตั้งกิจการ "หจก.ผลิตภัณฑ์อาหารแม่สุนี" เมื่อปี พ.ศ. 2539 เป็นโรงงานผลิตและแปรรูปอาหารประเภทแหนมปลากราย และได้ดำเนินการเปลี่ยนเป็น "บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารสุนี จำกัด" เมื่อปี พ.ศ. 2548 เพื่อพัฒนามาตรฐานองค์กรให้เป็นสากล     ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในการแปรรูปเนื้อปลา นำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และมีหลายรสชาติ เช่น แหนมปลากราย ไส้กรอกห่อหมกปลากราย ไส้กรอกปลารสผัดกะเพรา ไส้กรอกปลาค้อกเทล และไส้กรอกปลายอผสมพริกไทยดำ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการทำ บา–บี–คิว ไส้กรอกปลาภายใต้ยี่ห้อ แม่สุนี และ SUNEE BRAND รวมถึงยังเป็นสินค้า OTOP จังหวัดนครราชสีมา และได้รับคัดสรรในระดับ OTOP TO THE WORLD รวมถึงรางวัลประกันคุณภาพความอร่อยจากเชลล์ชวนชิม     แหนมปลากรายแม่สุนี เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียง ได้รับเชิญไปออกรายการ TV หลายช่อง เช่น รายการบ้านเลขที่ 5 ช่วง นานาอาชีพ รายการลุงยุ้ยลุยสวน ตอน อาชีพใหม่ ทอดแหนมปลากรายขาย รายการสู้แล้วรวยตอนช่องทางสร้างเงินล้าน รวมถึงหนังสือพิมพ์ POST TODAY หนังสือทำแล้วรวย หนังสือคู่มือธุรกิจแฟรนไชส และอื่นๆ อีกจนถึงปัจจุบัน 4. กิจกรรมที่ดำเนินการที่ประสบผลสำเร็จ “การแก้ไขความสูญเสียในส่วนของการมีของเสีย (Defects) เนื่องจากหน่วยงานมีการสูญเสียเนื้อปลาในกระบวนการผลิต” วัตถุประสงค์     เพื่อลดการสูญเสียจากการทิ้งเศษเนื้อปลาปนก้างในกระบวนการผลิตของหน่วยงาน รายละเอียดการผลดำเนินงาน     ในกระบวนการผลิตเนื้อแหนมที่ได้มาจากเนื้อปลา ต้องนำเนื้อปลาเข้าเครื่องบดเพื่อรีดก้างและบดเนื้อปลาให้ละเอียดผ่านรูตะแกรงบด จะมีเนื้อปลาที่ไม่สามารถผ่านรูตะแกรงบดเนื่องจากก้างที่ติดค้างหน้าตะแกรงบดขวางและต้องนำตะแกรงบดออกมาทำความสะอาดทุก 120 กิโลกรัม ซึ่งจะมีเศษเนื้อปลาปนก้างจะติดออกมาประมาณ 1 กิโลกรัมเสมอ วิธีการดำเนินงานแก้ไขปัญหา     ก่อนการปรับปรุงแก้ไขปัญหา ทางบริษัทจะทิ้งเศษเนื้อปลาดังกล่าว แต่เมื่อทำการพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหา พบว่า สามารถนำเศษเนื้อปลาดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ได้ จึงได้นำเศษเนื้อปนก้างมาหมักเกลือเพื่อผลิตเป็นปลาร้า ผลที่ได้รับ     ใน 1 วันทำการ มีเศษเนื้อปนก้าง 100 กิโลกรัม ราคาเนื้อปลา กิโลกรัมละ 57 บาท ซึ่งถ้าทิ้งไปก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น วันละ 5,700 บาทต่อวัน เมื่อนำไปผลิตเป็นปลาร้า สามารถกรองและตักเป็นน้ำปลาร้าจำหน่ายให้ผู้บริโภคได้ ซึ่งทางบริษัทสามารถจัดจำหน่ายส่งออกไปต่างประเทศในรูปแบบบรรจุขวด 500 cc. ในราคาขวดละ 20 บาท คิดเป็นมูลค่าการลดความสูญเสียจากการมีของเสียเท่ากับ 1,778,400 บาทต่อปี (มูลค่า 5,700 บาทต่อวัน * 26 วันทำการ =148,200 บาทต่อเดือน= 1,778,400 บาทต่อปี) และยังมีการต่อยอดที่ได้จำหน่ายน้ำปลาร้าอีกด้วย โดยไม่ต้องเพิ่มราคาต้นทุนผลิตแหนม ซึ่งการต่อสู้เรื่องราคาขายและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ค่อนข้างรุนแรงพอสมควร