กรณีศึกษา/e-Bestcase

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

กรณีศึกษา

  • 25
    10 2560
    idea 1 โรงแรมสุนัขบูติค ธุรกิจตามกระแสนิยมคนรักสัตว์

              ธุรกิจใหม่จำเป็นต้องมีแนวคิดที่สร้างสันและวิ่งตามกระแสนิยมถึงจะประสบความสำเร็จได้ ความรักสุนัขสร้างสันธุรกิจใหม่ที่ประสบความสำเร็จ ให้แก่ คุณฟู หรือคุณชุมนุมพร เกียรติปัญญา เจ้าของโรงแรมสุนัขแบบบูติคชื่อ Charmar Café and dog service (ชามาคาเฟ่) ตั้งอยู่เลขที่ 17 ซอยเคหะร่มเกล้า 78 เขตสะพานสูง กทม ซึ่งให้บริการสระว่ายน้ำแก่สุนัข, รับฝากสุนัขในโรงแรมสุนัขแบบบูติคโดยไม่ขังกรงมีคนดูแล 24 ชั่วโมงพร้อมมีกล้องวงจรปิดให้เจ้าของเฝ้าดูผ่านมือถือได้ นอกจากนั้นมีร้านกาแฟสดที่มีบรรยากาศดีให้รับประทานในช่วงรอสุนัขว่ายน้ำด้วย           จุดเริ่มต้นของธุรกิจโรงแรมสุนัขบูติค ความรักที่มีต่อสุนัขที่คุณฟูเลี้ยงทำให้สังเกตเห็นว่าสุนัขที่เลี้ยงอ้วนขึ้นทุกวันเพราะขาดการออกกำลังกาย คุณฟูจึงได้หาข้อมูลจากเว๊ปไซค์ต่างประเทศและได้พบว่าสุนัขควรได้เดินเล่น, ออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำเพื่อให้แข็งแรงและไม่อ้วนเกินไป (สุนัขก็คงเหมือนกับคนนั่นแหละ) คุณฟูซึ่งจบการศึกษาด้านการบริหารธุรกิจทั้งปริญญาตรีที่ ABAC และปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้จุดประกายความคิดที่จะดำเนินธุรกิจของตนเองโดยให้บริการสระว่ายน้ำเพื่อสุนัขเท่านั้นและมีการให้บริการอย่างอื่นที่ครบวงจรในการดูแลสุนัขโดยได้หาข้อมูลเพิ่มเติมและจัดทำสำรวจตลาดโรงแรมสุนัขเมื่อปี 2556 (เมื่อ 5 ปีที่แล้ว) การจัดทำสำรวจพบว่ามีโรงแรมสุนัขเพียง 2-3 แห่งที่อยู่ใจกลางเมืองย่านสุขุมวิทเท่านั้นและมีราคาค่าบริการทั้งโรงแรมและสระว่ายน้ำในราคาสูง จึงหาจุดขายเพื่อให้กิจการมีความแตกต่างและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้             กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คุณฟูมีความรู้ในการบริหารธุรกิจอย่างดีจึงกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ ธุรกิจใหม่ที่จะดำเนินการดังนี้ เป็นคนที่รักและเอาใจใส่สุนัขที่เลี้ยง, สุนัขเป็นสุนัขพันธ์ต่างประเทศ เป็นเจ้าของสุนัขที่มีการเดินทางไปต่างประเทศหรือต่างจังหวัด เจ้าของสุนัขไม่ค่อยมีเวลาพาสุนัขไปออกกำลังกายได้บ่อยๆ เจ้าของสุนัขเป็นผู้มีฐานะการเงินดี           สร้างบริการที่ครบวงจรให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นเจ้าของสุนัข คุณฟูได้ตัดสินใจเปิดโรงแรมที่ไม่ขัง สุนัขอยู่ในกรงเหมือนที่ไปฝากเลี้ยงกับโรงพยาบาลสัตว์ทั้งหลายแต่ทำเป็นโรงแรมเหมือนโรงแรมคนที่มีลักษณะ เป็นห้องเดี่ยวจำนวน 11 ห้องมีสีสันแตกต่างกันไปและสุนัขไม่ต้องถูกล่ามโซ่โดยมีราคาห้องพักโรงแรมรวม ค่าอาหาร 2 มื้อและมีคนพาเดินออก    กำลังกายอีก 5 ครั้งต่อ 1 วัน สำหรับเจ้าของที่ไม่ได้ให้สุนัขค้างคืนก็มี บริการฝากเลี้ยงเป็นรายชั่วโมงโดยบริการพาสุนัขเดินหรือวิ่งออกกำลังกายด้วย สำหรับบริการสระว่ายน้ำซึ่งมีการขายเป็นแบบแพ็กเกจคือซื้อแพ็กเกจว่ายน้ำ 10 ครั้งแถมฟรี 2 ครั้งราคาตั้งแต่แพ็กเกจละ 3,500 บาทขึ้น ไปโดยคิดตามน้ำหนักของสุนัขและความยาวของขนสุนัขด้วยเพราะหลังว่ายน้ำแล้วจะมีบริการการอาบน้ำ, เป่าขนและเช็ดหูสุนัขให้ฟรีด้วย               สร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งขัน ยุคปัจจุบันนี้เป็นยุคการสื่อสารที่ไร้พรหมแดน คุณฟูจึงสร้าง บริการที่แตก   ต่างจากคู่แข่งขันและเป็นจุดเด่นของธุรกิจคือการมีกล้องวงจรปิดติดตามดูสุนัขได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยเจ้าของเปิดดูได้ทางมือถือโดยเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและใช้แอฟดูได้ในช่วงเวลาที่อยู่ต่างประเทศหรือ ทำธุระอยู่ที่อื่นโดยมีกล้องวงจรปิดทั้งในห้องพักและสระว่ายน้ำทำให้เจ้าของไม่ต้องกังวลใจและคลายความคิด ถึงสุนัขของตนเองได้ แม้จะลงทุนสูงกว่าคู่แข่งขันแต่ก็เป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างและเป็นจุดขายของชามาคาเฟ่แห่งนี้           กระแสนิยมการดูแลและรักสัตว์เลี้ยงกำลังมาแรง หลังจากมีการออกพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ เนื่องจากมีสัตว์เลี้ยงถูกรังแกทำให้กลุ่มคนรักสัตว์ให้ความสนใจหันมาดูแลสัตว์เลี้ยงของตนมากขึ้นโดยเฉพาะ สุนัขพันธุ์ต่างประเทศที่มีคนเลี้ยงเป็นจำนวนมากทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงมีผลการดำเนินการดีขึ้นทั้ง คลีนิคสัตว์, อาหารสัตว์, เสื้อผ้าและของเล่นสุนัขทำให้ชามาคำเฟ่พลอยมีลูกค้าเพิ่มขึ้นไปด้วยเช่นกัน ลูกค้ามี ทั้งพาสุนัขมาพักค้างคืนในโรงแรมเพราะต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศหรือต่างจังหวัดและลูกค้าพาสุนัขมาออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำซึ่งจะซื้อแพ็กเกจที่คุณฟูได้        ส่งเสริมการขายไว้ จากกระแสนิยมและธุรกิจที่มีคู่แข่งขันจำนวนน้อยทำให้กิจการซึ่งดำเนินการมาได้กว่า 4 ปีมีกำไรที่ดีทุกปีแม้จะใช้สื่อประชาสัมพันธ์เพียง 2 ช่องทางเท่านั้นคือ สื่อออนไลน์ในโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Intragram ฝากโบว์ชัวร์ไว้กับโรงพยาบาลสัตว์และคลินิกสัตว์ที่อยู่ในถนนรามคำแหงและเคหะร่มเกล้าที่มีจำนวนมาก           ธุรกิจนี้ยังน่าลงทุนแต่ก็มีข้อคิดเตือนใจฝากกับผู้สนใจด้วย คุณฟูให้ความเห็นว่าตลาดยังมีช่องว่างขอให้ ผู้อยากเริ่มธุรกิจนี้ลองทำการสำรวจตลาดดูก่อนว่าทำเลที่ตั้งของโรงแรมที่จะเปิดมีใครได้เปิดโรงแรมสุนัขแล้ว หรือยัง หากไม่มีคู่แข่งและทำเลอยู่ในที่ตั้งคนมีฐานะและมีคนเลี้ยงสุนัขต่างประเทศจำนวนมากก็ถือเป็นทำเลที่ดี นอกจากนั้นยังฝากข้อคิดมาให้กับผู้สนใจธุรกิจนี้ด้วยคือ ขอให้เจ้าของธุรกิจเป็นคนรักสุนัข เพราะสุนัขพูดไม่ได้เหมือนคนต้องเข้าใจและใส่ใจสุนัขทุกตัวที่มาใช้ บริการธุรกิจมีปัญหาเรื่องการหาแรงงานยากเพราะแรงงานต้องเป็นคนรักสัตว์เช่นกัน 3. นิสัยของสุนัขต่างกันเมื่อสุนัขมาอยู่รวมกันหลายตัวต้องมีการจัดการที่ดี การทำธุรกิจส่วนตัวและเป็นธุรกิจบริการต้องมีความอดทนและมุ่งมั่น        

  • 11
    08 2560
    SMEs Case Study #โรงงานผลิตยางแท่ง STR 20

    1. ข้อมูลกิจการ     บริษัทซึ่งเป็นกรณีศึกษา ดำเนินธุรกิจผลิตยางแท่ง STR 20 โดยมีกำลังการผลิตประมาณ 100 ตัน/วัน มีพนักงานประมาณ 230 คน โดยผลผลิตขอบริษัทจะทำการจัดส่งไปยังบริษัท โยโกฮาม่า และบริษัทในเครือต่อไป   ประเภทของยางพารา   ขั้นตอนการการทำงาน   2. การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา     จากผลการสำรวจโรงงานเบื้องต้น สรุปได้ดังนี้       • บุคลากรในองค์กรยังขาดความรู้ในการดำเนินการกิจกรรมกลุ่มย่อย QCC และเครื่องมือ QC ทั้ง 7       • พบว่า ข้อมูลความสูญเสียในระหว่างกระบวนการผลิต และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ มีปัญหาอยู่เป็นระยะ จึงควรมีการวิเคราะห์หาสาเหตุ และหามาตรการในการป้องกันปัญหาของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ       • พบว่า ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ และพบว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในองค์กรยังไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากพบว่า มีปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ เกิดขึ้นเป็นระยะ องค์กรจึงควรใช้นำหลักการกิจกรรมกลุ่ม QCC เข้ามาช่วยวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา และหาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ       • พบว่า พนักงานฝ่ายผลิตส่วนใหญ่เป็นแรงงานพม่า     และสามารถสรุป จุดแข็ง ของบริษัทได้ ดังนี้       • คณะทำงานของโครงการมีระดับการศึกษาในระดับปริญญาตรี เป็นส่วนใหญ่ ทำให้เข้าใจระบบได้ง่าย และมีศักยภาพสูงในการจัดทำกิจกรรมกลุ่ม QCC       • องค์กรกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ เพื่อขอรับรองมาตรฐาน ISO 14000 จึงทำให้มีข้อมูลมากเพียงพอในการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา และกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในระบบ อีกทั้งบุคลากรก็มีพื้นฐานที่ดีในการดำเนินโครงการนี้จึงเอื้อต่อการจัดทำกิจกรรมกลุ่มย่อยเป็นอย่างดี       • ผู้บริหารระดับสูง และตัวแทนฝ่ายบริหารมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการดำเนินโครงการนี้เป็นอย่างดี คาดว่าน่าจะสามารถจัดสรรเวลาเพียงพอในการดำเนินการในโครงการนี้     และสามารถสรุป จุดอ่อน ของบริษัทได้ ดังนี้       • บุคลากรมีภาระงานมาก และจำนวนบุคลากรค่อนข้างมีจำกัด ดังนั้น จึงเป็นปัญหาหลักที่สำคัญในการดำเนินการโครงการนี้ 3. การวิเคราะห์วินิจฉัยปัญหาของสถานประกอบการ     จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นของโรงงาน สามารถสรุปประเด็นปัญหาได้ดังนี้     องค์กรมีปัญหาด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำๆ ดังนั้นเพื่อปรับปรุงองค์กรและเป็นการนำ QCC มาประยุกต์ใช้ ที่ปรึกษาจึงมีแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพภายในองค์กร ดังนี้       • อบรมให้ความรู้แก่พนักงาน ในเรื่องกิจกรรมกลุ่มย่อย QCC และ QC 7 Tools       • นำความรู้ในเรื่องกิจกรรมกลุ่มย่อย QCC และ QC 7 Tools มาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นโครงการนำร่องสำหรับอนาคต ที่ต้องขยายผลจากคณะทำงานไปยังพนักงานทุกคนเพื่อให้มีระบบการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ 4. ผลลัพธ์ที่ได้     หัวข้อกิจกรรมที่ทางบริษัทเลือกที่จะดำเนินการ คือ การแก้ไขปัญหายางตกหล่นในสายการผลิตเป็นปริมาณมาก เนื่องจากหากบริษัทยังคงมีปริมาณยางที่ตกหล่นในสายการผลิตปริมาณมาก ก็จะส่งผลทำให้บริษัทจะต้องทำการนำยางที่ตกหล่นดังกล่าวมาทำการ Rework งานใหม่ และจากการ Rework งานใหม่ดังกล่าวยังส่งผลกระทบทำให้บริษัทมีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้นตามไปอีกด้วย   ผลการดำเนินงาน     จากการดำเนินงานตามขั้นตอนในแผนงานการปรับปรุงคุณภาพและพัฒนา โดยมีรายละเอียดการทำงาน ดังต่อไปนี้     1) ให้คำแนะนำในการกำหนดเป้าหมายโครงการขององค์กร และชี้แจงภาพรวมในการดำเนินงานของโครงการ ได้แก่ การจัดกลุ่มเป้าหมาย รายละเอียดของขั้นตอนการทำโครงการ และการสรุปผลการดำเนินงาน เป็นต้น     2) ประเมินองค์กรเบื้องต้น ทั้งในส่วนของกระบวนการทำงาน และปัญหาในกระบวนการผลิตขององค์กรที่ต้องการปรับปรุง     3) ประชุมแต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อให้บุคลากรภายในองค์กร มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินการตามกระบวนการของโครงการนี้     4) ทำการตรวจประเมินโดยละเอียด การกำหนดแนวทางการแก้ไข กำหนดดัชนีชี้วัด การวางแผนการจัดทำโครงการ     5) ดำเนินการแก้ไขปัญหา การติดตามผลการดำเนินงาน และการสรุปผลการดำเนินการ รายละเอียดการดำเนินงาน     - สภาพปัญหา       สภาพปัญหาของกระบวนการผลิตในปัจจุบัน พบว่า มีปริมาณยางตกหล่นขณะเดินเครื่องก่อนลงสู่รางระบายน้ำมีจำนวนมาก เดิมมีการปรับปรุงพื้นที่และเครื่องจักรเพื่อป้องกันปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ประเด็นปัญหายังคงต้องการแก้ไขเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถแสดงได้ดังรูปต่อไปนี้ รูปแสดงปริมาณยาง Recycle Rubber (กิโลกรัม) จากเดือนมกราคม 55 – พฤษภาคม 55   รูปแสดงปริมาณยาง Recycle Rubber เทียบกับปริมาณการผลิตต่อเดือน       - ผลการดำเนินงาน ลำดับ ขั้นตอนการแก้ไข รูปภาพก่อนหลังดำเนินการ ก่อนดำเนินการ หลังดำเนินการ 1 ติดตั้งชุดกั้นยางตกเครื่อง VS-2 (Pre cleaning) 2 ซ่อมแซมฝาครอบรางระบายน้ำที่ชำรุด (Pre cleaning, Mixing) 3 ปรับแต่งเครื่องจักรป้องกันยางตกหล่นจากเครื่องรีดยาง (CP-1,2,3,4,5,6) 4 ปรับแต่งเครื่องจักรป้องกันยางตกหล่นจากสายพานลำเลียง 5 ติดตั้งเครื่องจักรดักกรองเศษยางในบ่อกรองเศษยางที่แผนก Pre-cleaning       - สรุปผลการดำเนินงาน  รูปแสดงภาพปริมาณยาง Recycle Rubber และปริมาณผลผลิตต่อเดือน   รูปแสดงเปรียบเทียบยาง Recycle Rubber ต่อผลผลิต       - ผลประหยัดหลังดำเนินกิจกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพภายในหน่วยงาน ประเด็นในการเปรียบเทียบ ก่อนการปรับปรุง หลังการปรับปรุง ผลต่าง มูลค่าผลประหยัดได้ (บาท/ปี) Recycle Rubber เฉลี่ยต่อเดือน (กิโลกรัม) 9,379.80 6,121.85 3,257.95 1,172,862.00 ค่าใช้จ่ายงาน Rework เฉลี่ยต่อเดือน (บาท) 15,476.67 10,101.05 5,375.62 106,437.27 รวมมูลค่าผลประหยัดได้หลังดำเนินกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพทั้งสิ้น (บาท/ปี) 1,279,299.27     หมายเหตุ * คิดที่ราคาเฉลี่ยยาง Recycle Rubber กิโลกรัมละ 30 บาท ** คิดค่าใช้จ่ายแรงงาน+พลังงานเพื่อผลิตยาง Recycle Rubber กิโลกรัมละ 1.65 บาท

  • 11
    08 2560
    SMEs Case Study #โรงงานผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง

    1. ข้อมูลกิจการ     ประเภทโรงงาน อาหารทะเลแช่แข็ง     ผลิตภัณฑ์ กุ้งแช่เยือกแข็ง     วัตถุดิบทางการเกษตรหลัก กุ้งทะเล     กำลังการผลิต 870 ตัน/ปี     ช่วงการผลิตประจำปี ทั้งปี     ขนาดโรงงาน 750 แรงม้า 2. ผลิตภัณฑ์     บริษัทซึ่งเป็นกรณีศึกษา เป็นโรงงานผลิตกุ้งแช่แข็ง ส่งออกต่างประเทศ เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2542 ภายใต้กำลังการผลิต 870 ตัน/ปี 3. การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา     จากการสำรวจโรงงานพบว่า ในกระบวนการผลิตและบริเวณที่มีการใช้พลังงาน มีจุดที่เกิดความสูญเสีย ได้แก่     1) ความสูญเสียเนื่องมาจากกระบวนการผลิต เช่น       - ปริมาณน้ำแข็งที่ผลิตต่อวัน ซึ่งปัจจุบันพบว่า ผลิตอยู่ที่ 22 – 25 ตันน้ำแข็งต่อตันกุ้ง       - ปริมาณน้ำแข็งที่เหลือใช้ในแต่ละแผนกหลังเสร็จสิ้นกระบวนการผลิตมีปริมาณมาก       - ปริมาณน้ำที่ผ่านระบบบำบัดน้ำเสียแล้วทิ้งลงสู่ทะเลเฉลี่ยสูงถึง 180 คิวต่อวัน     2) ความสูญเสียเนื่องมาจากเครื่องจักรในกระบวนการผลิต เช่น       - บริเวณระบบผลิตไอน้ำ มีการตั้งแรงดันไอสูงถึง 6.4 Bar ทั้งที่ใช้งานจริงในระบบเพียง 2.8 Bar จึงส่งผลให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง (กะลาปาล์ม) มากจนเกินไป ทั้งนี้สามารถสรุปรายละเอียดต่างๆ ในข้างต้นได้ดังตารางต่อไปนี้ การนำน้ำแข็งที่เหลือใช้ในกระบวนการผลิตนำกลับมาใช้ใหม่ในแผนก RM ในวันถัดไป การนำน้ำแข็งที่เหลือใช้ในกระบวนการผลิตช่วงครึ่งวันเช้ามาไปใช้ในแผนกท้ายหม้อต้ม หมายเหตุ: น้ำแข็งมีค่าใช้จ่ายต่อหน่วยอยู่ที่กิโลกรัมละ 1 บาท โดยแผนก RM ใช้น้ำแข็งวันละ 2.5 ตัน และแผนกท้ายหม้อใช้น้ำแข็งวันละ 4.5 ตัน ลำดับที่ ประเด็นปัญหา รายละเอียดของปัญหาที่พบ แนวทางการแก้ไขปัญหา 1 การใช้น้ำ บริษัทมีน้ำที่ผ่านระบบบำบัดน้ำเสียแล้วทิ้งลงสู่ทะเลเฉลี่ยสูงถึง 180 คิวต่อวัน นำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ ในส่วนงานต่างๆ ที่ไม่กระทบต่อคุณภาพของตัวผลิตภัณฑ์เอานำเย็นที่ทิ้งจากกระบวนการผลิตมาใช้ในระบบ ชิลเลอร์ (CHILLER) หมายเหตุ: คาดหวังว่าหลังการปรับปรุงจะสามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้ประมาณ 30 คิว/วัน ทั้งนี้มีค่าต้นทุนในส่วนของน้ำเท่ากับ 13.85 บาท/คิว 2 การใช้น้ำแข็ง บริษัทมีการใช้ปริมาณน้ำแข็งเฉลี่ยสูงถึง 22 ตันต่อปริมาณกุ้ง 2.5 ตัน หรือเทียบเท่ากับต้องใช้น้ำแข็ง 8.8 ตันต่อปริมาณกุ้ง 1 ตัน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน* ที่ระบุค่าเฉลี่ยการใช้น้ำแข็งไว้เพียง 2.46 ตันน้ำแข็ง/ตันกุ้งและมีน้ำแข็งที่เหลือใช้ในแต่ละแผนกหลังเสร็จสิ้นการผลิตเป็นปริมาณมาก การนำน้ำแข็งที่เหลือใช้ในกระบวนการผลิตนำกลับมาใช้ใหม่ในแผนก RM ในวันถัดไป การนำน้ำแข็งที่เหลือใช้ในกระบวนการผลิตช่วงครึ่งวันเช้ามาไปใช้ในแผนกท้ายหม้อต้ม หมายเหตุ: น้ำแข็งมีค่าใช้จ่ายต่อหน่วยอยู่ที่กิโลกรัมละ 1 บาท โดยแผนก RM ใช้น้ำแข็งวันละ 2.5 ตัน และแผนกท้ายหม้อใช้น้ำแข็งวันละ 4.5 ตัน 3 การใช้กะลาปาล์ม ระบบผลิตไอน้ำ (Boiler) ต้องผลิตแรงดันสูงถึง 6.4 Bar ทั้งที่ใช้งานจริงในระบบเพียง 2.8 Bar จึงส่งผลให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง (กะลาปาล์ม) มากจนเกินไป ทำการทดลองปรับค่าแรงดันส่งจาก Boiler ให้ลดลงเหลือ 6 Bar ปรับปรุงระบบการทำงานของ Boiler ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เช่น ทำการติดตั้ง Header ปรับปรุงระบบ Control ของ Boiler ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หมายเหตุ: กะลาปาล์ม กิโลกรัมละ 2.45 บาท     หมายเหตุ : * อ้างอิงข้อมูลจาก “หลักปฏิบัติเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด (การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการป้องกันมลพิษ) อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง” โดยกลุ่มเทคโนโลยีการป้องกันมลพิษ สำนักเทคโนโลยีน้ำและสิ่งแวดล้อมโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม 4. การหาวิธีในการแก้ไขปัญหา     จากการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ด้านการผลิตร่วมกับทางทีมดำเนินงานของสถานประกอบการ และระดมสมองในการหาแนวทางการเพิ่มศักยภาพการผลิตด้วย Green Productivity พร้อมทั้งจัดทำแนวทางการดำเนินงานในการเพิ่มศักยภาพของโรงงาน รวมถึงการลดพลังงาน สามารถสรุปผลการดำเนินงานดังกล่าวได้ดังนี้ Boiler ต้องผลิตแรงดันสูงถึง 6.4 Bar ทั้งที่ใช้งานจริงในระบบเพียง 2.8 Bar จึงส่งผลให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง (กะลาปาล์ม) มากจนเกินไป ประเด็นปัญหา สาเหตุของปัญหา แนวทาง/วิธีในการแก้ไขปัญหา การใช้น้ำบริษัทมีน้ำที่ผ่านระบบบำบัดน้ำเสียแล้วทิ้งลงสู่ทะเลเฉลี่ยสูงถึง 180 คิว/วัน Man พนักงานไม่ได้ตระหนักถึงการใช้ปริมาณน้ำที่เหมาะสม และใช้น้ำเกินความจำเป็นส่งผลให้มีน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตปริมาณมาก กำหนดมาตรการขมขู่จูงใจให้พนักงานเปิดวาวล์ก๊อกน้ำที่บริเวณโต๊ะงานในระดับที่เหมาะสม และรณรงค์ส่งเสริมให้พนักงานใช้น้ำในปริมาณที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น Machine ระบบบำบัดน้ำเสียยังขาดอุปกรณ์ที่ช่วยในการเพิ่มคุณภาพน้ำที่ผ่านการบำบัดให้มีคุณภาพสูงเพียงพอต่อการนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น ติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำที่ผ่านการบำบัดให้มีคุณภาพสูงเพียงพอต่อการนำกลับมาใช้ใหม่ให้มากยิ่งขึ้น Method ยังไม่มีการนำน้ำที่ผ่านระบบบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ นำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ ในส่วนงานต่างๆ ที่ไม่กระทบต่อคุณภาพของตัวผลิตภัณฑ์ เอานำเย็นที่ทิ้งจากกระบวนการผลิตมาใช้ในระบบชิลเลอร์ (Chiller) การใช้น้ำแข็งบริษัทมีการใช้ปริมาณน้ำแข็งเฉลี่ยสูงถึง 22 ตันต่อปริมาณกุ้ง 2.5 ตัน และมีน้ำแข็งที่เหลือใช้ในแต่ละแผนกหลังเสร็จสิ้นการผลิตเป็นปริมาณมาก Man พนักงานไม่ได้ตระหนักถึงการใช้ปริมาณน้ำแข็งที่เหมาะสม และใช้น้ำแข็งเกินความจำเป็น กำหนดมาตรการขมขู่จูงใจให้พนักงานใช้น้ำแข็งในปริมาณที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น Machine ยังขาดอุปกรณ์ในการบรรจุน้ำแข็งที่เหลือใช้ในแต่ละแผนกเพื่อนำน้ำแข็งดังกล่าวไปใช้ในส่วนงานที่ไม่ส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพิ่มอุปกรณ์ในการบรรจุน้ำแข็งที่เหลือใช้ในแต่ละแผนกให้เพียงพอต่อปริมาณน้ำแข็งที่เหลือใช้ในแต่ละช่วงเวลา (พักเที่ยง และหลังเสร็จสิ้นกระบวนการผลิตในแต่ละวัน) และนำน้ำแข็งที่เหลือใช้ในกระบวนการผลิตดังกล่าวกลับมาใช้ใหม่ในแผนก RM ในวันถัดไป รวมถึงนำน้ำแข็งที่เหลือใช้ในกระบวนการผลิตช่วงครึ่งวันเช้า (ก่อนพักเที่ยง) มาไปใช้ในแผนกท้ายหม้อต้ม Methodสูตรที่ใช้ในการคำนวณหาปริมาณน้ำแข็งที่ใช้ยังไม่มีการปรับค่าให้เหมาะสมเท่าที่ควรนัก วิธีการเติมน้ำแข็งในแต่ละแผนกยังขาดการกำหนดปริมาณในการเติมที่เหมาะสม เก็บข้อมูลปริมาณน้ำแข็งที่ใช้จริงในปัจจุบัน แล้วนำมาวิเคราะห์ผล เพื่อกำหนดเป็นสูตรที่ใช้ในการคำนวณหาปริมาณน้ำแข็งที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น เก็บข้อมูลการเติมน้ำแข็งในแต่ละแผนกในปัจจุบัน แล้วนำมาวิเคราะห์ผลเพื่อกำหนดเป็นปริมาณในการเติมน้ำแข็งที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น การใช้กะลาปาล์ม Machine ระบบการทำงานของ Boiler ยังไม่สมบูรณ์เนื่องจากยังไม่ได้มีการติดตั้ง Header ระบบ Control ของ Boiler ยังมีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ ปรับปรุงระบบการทำงานของ Boiler ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นโดยการทำการติดตั้ง Headerปรับปรุงระบบ Control ของ Boiler ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น Methodการปรับตั้งค่าแรงดันส่งจาก Boiler ยังไม่เหมาะสม ทำการทดลองปรับตั้งค่าแรงดันส่งจาก Boiler ให้ลดลงเหลือ 6 Barแล้วเก็บผลปริมาณแรงดันปลายทางที่ใช้จริงว่าเป็นไปตามที่แผนก QC กำหนดไว้หรือไม่ รวมทั้งเก็บข้อมูลปริมาณการใช้กะลาปาล์มหลังจากการทดลองปรับลดค่าแรงดันดังกล่าว     ทั้งนี้ในส่วนของการผลิตไอน้ำในปัจจุบันมีการผลิตแรงดันไอที่ 6.4 Bar โดยกระบวนการผลิตที่ฝ่ายผลิตมีการใช้แรงดันไออยู่ที่เพียง 2.8 Bar ดังนั้นเมื่อทำการระดมสมอง และหาสาเหตุของปัญหาพบว่า สามารถลดแรงดันลงได้โดยใช้วิธีการค่อยๆ ลดแรงดันลงครั้งละ 0.5 Bar รูปการหาวิธีการแก้ไขปัญหา 5. ผลลัพธ์ที่ได้     จากข้อมูลต่างๆ ในข้างต้นสามารถสรุปประเด็นปัญหาและแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ทางบริษัทจะดำเนินการในเบื้องต้น (ในระหว่างการดำเนินงานโครงการในครั้งนี้) ได้ดังนี้     - การใช้น้ำ ดำเนินการดังนี้       1) กำหนดมาตรการขมขู่จูงใจ ให้พนักงานเปิดวาวล์ก๊อกน้ำที่บริเวณโต๊ะงานในระดับที่เหมาะสม และรณรงค์ส่งเสริมให้พนักงานใช้น้ำในปริมาณที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น       2) นำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ ในส่วนงานต่างๆ ที่ไม่กระทบต่อคุณภาพของตัวผลิตภัณฑ์     - การใช้น้ำแข็ง ดำเนินการดังนี้       1) กำหนดมาตรการขมขู่จูงใจให้พนักงานใช้น้ำแข็งในปริมาณที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น       2) เพิ่มอุปกรณ์ในการบรรจุน้ำแข็งที่เหลือใช้ในแต่ละแผนกให้เพียงพอต่อปริมาณน้ำแข็งที่เหลือใช้ในแต่ละช่วงเวลา (ก่อนพักเที่ยง และหลังเสร็จสิ้นกระบวนการผลิตในแต่ละวัน) และนำน้ำแข็งที่เหลือใช้ในกระบวนการผลิตดังกล่าวกลับมาใช้ใหม่ในแผนก RM ในวันถัดไป รวมถึงนำน้ำแข็งที่เหลือใช้ในกระบวนการผลิตช่วงครึ่งวันเช้า (ก่อนพักเที่ยง) มาไปใช้ในแผนกท้ายหม้อต้ม       3) เก็บข้อมูลปริมาณน้ำแข็งที่ใช้จริงในปัจจุบัน แล้วนำมาวิเคราะห์ผล เพื่อกำหนดเป็นสูตรที่ใช้ในการคำนวณหาปริมาณน้ำแข็งที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้ น       4) เก็บข้อมูลการเติมน้ำแข็งในแต่ละแผนกในปัจจุบัน แล้วนำมาวิเคราะห์ผลเพื่อกำหนดเป็นปริมาณในการเติมน้ำแข็งที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น     - การใช้กะลาปาล์ม ดำเนินการดังนี้     ทำการทดลองปรับตั้งค่าแรงดันส่งจาก Boiler ให้ลดลงเหลือ 6 Barแล้วเก็บผลปริมาณแรงดันปลายทางที่ใช้จริงว่าเป็นไปตามที่แผนก QC กำหนดไว้หรือไม่ รวมทั้งเก็บข้อมูลปริมาณการใช้กะลาปาล์มหลังจากการทดลองปรับลดค่าแรงดันดังกล่าว การติดตั้งท่อและก๊อกน้ำสำหรับนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ ในส่วนงานต่างๆ ที่ไม่กระทบต่อคุณภาพของตัวผลิตภัณฑ์   การทำงานของแผนก RM ที่จะมีการนำน้ำแข็งที่เหลือใช้ในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่   ระบบบำบัดและถังรองรับน้ำที่จะนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่   การนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ ในส่วนงานต่างๆ ที่ไม่กระทบต่อคุณภาพของตัวผลิตภัณฑ์   กะลาปาล์มที่ใช้ทำเชื้อเพลิง Boiler ของบริษัท

  • 20
    07 2560
    SMEs Case Study #โรงงานผลิตน้ำแข็งเพื่อการบริโภค

    ข้อมูลเบื้องต้น ประเภทธุรกิจ: อาหารและเครื่องดื่ม (การผลิตน้ำแข็งเพื่อการบริโภค) พื้นที่ประกอบการ: 5 ไร่ ผลิตภัณฑ์หลักและสัดส่วน: 1. น้ำแข็งหลอด 80% 2. น้ำแข็งบด 20% สัดส่วนการขาย: ในประเทศ 100% (ร้านค้าในจังหวัด 100 %) จำนวนบุคลากร (คน): 40 ระบบคุณภาพ: GMP ปัญหา     โรงงานผลิตน้ำแข็งที่เป็นกรณีศึกษาในครั้งนี้ มีความสูญเสียในกระบวนการทำงาน และมีต้นทุนการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตค่อนข้างสูง ดังนั้นทางโรงงานจึงมุ่งเน้นในส่วนของการลดความสูญเสียในกระบวนการทำงาน โดยนำเทคนิคการลดความสูญเสีย 7 ประการมาประยุกต์ใช้ ทั้งนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดต้นทุนในกระบวนการผลิตลง อีกทั้งยังส่งผลทำให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในส่วนของราคาขายได้ดียิ่งขึ้น วัตถุประสงค์และเป้าหมายในการดำเนินงาน วัตถุประสงค์     1. เพื่อลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต     2. เพื่อลดต้นทุนการผลิต เป้าหมาย     1. สามารถลดความสูญเสียในกระบวนการผลิตได้ไม่น้อยกว่า 10%     2. สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ไม่น้อยกว่า 10% แนวทางการดำเนินงาน     การลดความสูญเสียในกระบวนการทำงาน โดยนำเทคนิคการลดความสูญเสีย 7 ประการ มาประยุกต์ใช้     1. แนะนำแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการลดต้นทุนในการผลิต โดยการค้นหาความสูญเสีย 7 ประการในกระบวนการผลิตรวมทั้งแนะนำแนวทางในการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา และการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ     2. วิเคราะห์กระบวนการผลิต และค้นหาความสูญเสียในกระบวนการผลิต ตลอดกระบวนการผลิตในทุกผลิตภัณฑ์     3. คัดเลือกความสูญเสียในกระบวนการผลิตที่ต้องแก้ไขเป็นกรณีเร่งด่วน พร้อมวิเคราะห์หาสาเหตุของความสูญเสียดังกล่าว และกำหนดแนวทางการแก้ไขเพื่อลดความสูญเสียที่พบภายใต้กระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ     4. ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขความสูญเสียที่พบ     5. ดำเนินการติดตามผลการแก้ไขตามแนวทางที่ได้ระบุไว้ ผลการดำเนินงาน กิจกรรมที่ปฏิบัติ ผลการดำเนินงานเมื่อเทียบกับเป้าหมาย เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จ วัตถุประสงค์ กิจกรรม เป้าหมาย ผลการดำเนินงาน 1. 1. แนะนำแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการลดต้นทุนในการผลิต โดยการค้นหาความสูญเสีย 7 ประการในกระบวนการผลิตรวมทั้งแนะนำแนวทางในการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา และการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ 1. 1. มีเอกสารอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการลดต้นทุนในการผลิต โดยการค้นหาความสูญเสีย 7 ประการในกระบวนการผลิต 1 ฉบับ (อบรม 1 ครั้ง : 3 ชั่วโมง) 100%   2. วิเคราะห์กระบวนการผลิต และค้นหาความสูญเสียในกระบวนการผลิต ตลอดกระบวนการผลิตในทุกผลิตภัณฑ์   2. ประเด็นของความสูญเสียในกระบวนการผลิตที่ค้นพบ คือ กระบวนการผลิตขาดประสิทธิภาพ เครื่องจักรมีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ คิดเป็นมูลค่าความสูญเสีย 7,459,200 บาท/ปี (621,600 บาท/เดือน) 100%   3. คัดเลือกความสูญเสียในกระบวนการผลิตที่ต้องแก้ไขเป็นกรณีเร่งด่วน พร้อมวิเคราะห์หาสาเหตุของความสูญเสียดังกล่าว และกำหนดแนวทางการแก้ไขเพื่อลดความสูญเสียที่พบภายใต้กระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ   3. ประเด็นของความสูญเสียในกระบวนการผลิตที่ต้องแก้ไขเป็นกรณีเร่งด่วน คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเครื่องจักร ด้วยการตรวจเช็คสภาพของเครื่องจักรเพื่อหาจุดที่บกพร่องที่ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ แล้วดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องนั้นๆ ซึ่งจากการตรวจเช็คและเก็บรวบรวมข้อมูลพบว่า เป็นเพราะเครื่องจักรเก่า และขาดการบำรุงรักษาที่ดี จึงทำให้เครื่องจักรทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ 100%   4. ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขความสูญเสียที่พบ   4. ความสูญเสียในกระบวนการผลิตที่ได้รับการแก้ไขปัญหา ส่งผลทำให้การสูญเสียในส่วนของกระบวนการผลิตที่ขาดประสิทธิภาพจากเดิม 7,459,200 บาท/ปี ลดลง 3,427,200 บาท/ปี คิดเป็น 46% (285,600 บาท/เดือน) และลดต้นทุนการผลิตลงได้ 10% ทำให้ต้นทุนลดลงเหลือ 1.44 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 6,182 บาท/วัน (185,460 บาท/เดือน) 100%     ตัวอย่างแบบฟอร์มเก็บข้อมูลผลผลิตน้ำแข็ง   การคำนวณมูลค่าความสูญเสีย รายละเอียด ก่อนปรับปรุง หลังปรับปรุง ผลต่าง ปริมาณการผลิตตามแผน (ถุง/รอบ) 175 175 0 ปริมาณการผลิตจริงเฉลี่ย (ถุง/รอบ) 138 155 -17 ความสูญเสีย (ถุง/รอบ) 37 20 17 คิดเป็น % ความสูญเสีย 21.14 11.43 9.71 จำนวนรอบการผลิตต่อวัน 14 14 0 ราคาขาย (บาท/ถุง) 40 40 0 * 1 ถุง น้ำหนัก 20 กิโลกรัม     0 มูลค่าความสูญเสีย (บาท/รอบ) 1,480 800 680 มูลค่าความสูญเสีย (บาท/วัน) 20,720 11,200 9,520 มูลค่าความสูญเสีย (บาท/เดือน) 621,600 336,000 285,600 มูลค่าความสูญเสีย (บาท/ปี) 7,459,200 4,032,000 3,427,200   **ผลจากการดำเนินงานสามารลดต้นทุนการผลิต ได้ไม่น้อยกว่า 10% และคิดเป็นมูลค่าผลประหยัดได้เท่ากับ 3,427,200 บาท/ปี

  • 19
    07 2560
    SMEs Case Study #แผนกตรวจสอบคุณภาพเสื้อผ้า

        การดำเนินงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและกำหนดวิธีการทำงานที่เป็นมาตรฐานให้กับแผนกตรวจสอบคุณภาพเสื้อผ้า โดยใช้เทคนิคของการศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลา เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและใช้หาแนวทางในการปรับปรุงวิธีการทำงานให้เป็นมาตรฐาน ในการศึกษาครั้งนี้ได้ทำการบันทึกข้อมูล และวิเคราะห์กระบวนการและกิจกรรมในการทำงานด้วยแผนภูมิกระบวนการไหล และแผนภูมิคน-เครื่องจักร พร้อมทั้งประยุกต์ใช้หลักการ ECRS ในการหาแนวทางเพื่อปรับปรุงวิธีการทำงาน หลังจากการศึกษาวิธีการทำงานแล้วจึงได้จัดทำเวลามาตรฐานพร้อมกับปรับปรุงวิธีการทำงานในการปฏิบัติงาน ส่งผลทำให้แผนกตรวจสอบคุณภาพเสื้อผ้าสามารถเพิ่มจำนวนเสื้อผ้าที่ตรวจสอบได้ จากเดิมมีเวลามาตรฐานเท่ากับ 233.43 วินาที/ชิ้น ลดลงเป็น 143.60วินาที/ชิ้น และสามารถเพิ่มปริมาณเสื้อที่ทำการตรวจสอบจากเดิม 774 ชิ้น/วัน เพิ่มขึ้นเป็น 1,206 ชิ้น/วัน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของทางบริษัทที่ได้กำหนดไว้คือไม่น้อยกว่า 1,200 ชิ้น/วัน และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากเดิม 52.16% เป็น 54.44%     จากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นในแผนกตรวจสอบคุณภาพเสื้อผ้าของหน่วยงาน ซึ่งเป็นกรณีศึกษาพบว่า ทางหน่วยงานต้องการเพิ่มผลผลิตให้ทันต่อความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 774 ชิ้น/วัน เป็น 1,200 ชิ้น/วัน โดยมีเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน มีพนักงานในแผนกตรวจสอบคุณภาพเสื้อผ้าจำนวน 6 คน และมีพนักงานที่ทำหน้าที่ยกกล่องเสื้อผ้าให้กับพนักงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพเสื้อผ้าจำนวน 1 คน จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า การทำงานของพนักงานในแผนกตรวจสอบคุณภาพเสื้อผ้ายังไม่มีวิธีการทำงานที่เป็นมาตรฐาน และยังไม่ได้มีการกำหนดเวลามาตรฐานในการทำงานอีกด้วย จึงส่งผลทำให้ไม่ได้ผลผลิตตามเป้าหมายที่ทางหน่วยงานได้วางแผนไว้ ทั้งนี้สามารถอธิบายขั้นตอนการทำงานโดยสังเขปของหน่วยงานดังกล่าว ได้ดังรูปที่ 1     ดังนั้น ในการดำเนินงานในครั้งนี้จึงต้องการที่จะ ทำการศึกษาวิธีการทำงานของหน่วยงาน และทำการปรับปรุงการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับหน่วยงาน และเพื่อทำให้พนักงานของหน่วยงานดังกล่าวมีวิธีการทำงานที่ง่ายขึ้น สามารถลดความเมื่อยล้าในระหว่างการทำงานของพนักงานได้มากขึ้น สามารถลดเวลาในตรวจสอบคุณภาพเสื้อผ้าแต่ละชิ้นให้น้อยลง สามารถวางแผนการทำงานได้ดีขึ้น รวมทั้งยังสามารถนำวิธีการทำงานที่เป็นมาตรฐานดังกล่าวมาจัดทำเป็นคู่มือการปฏิบัติงานเพื่อใช้ในการฝึกอบรมให้กับพนักงานให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น รวมทั้งยังส่งผลทำให้หน่วยงานสามารถเพิ่มผลผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้าได้อีกด้วย วิธีการดำเนินงาน     ในการดำเนินงานเริ่มต้นจาก นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาข้อมูลภายในหน่วยงานดังกล่าวมาทำการวิเคราะห์ด้วยการตั้งคำถามลักษณะปลายเปิด 5W+1H และนำผลที่ได้มาหาแนวทางแก้ไขด้วยหลักการ ECRS ซึ่งส่งผลทำให้สามารถลดขั้นตอนการปฏิบัติงานในส่วนงานที่เกินความจำเป็น และงานไร้ประสิทธิภาพออกไปได้ พร้อมทั้งได้เสนอแนะอุปกรณ์ทุ่นแรง เพื่อลดเวลาการทำงานและทำการหาเวลามาตรฐานอีกด้วย ทั้งนี้สามารถสรุปขั้นตอนในการดำเนินงานในครั้งนี้ได้ดังนี้     1) ศึกษาสภาพโดยทั่วไปของหน่วยงาน     2) ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบคุณภาพเสื้อผ้า เพื่อนำมาวิเคราะห์กระบวนการทำงานในปัจจุบัน     3) ศึกษาทฤษฎีและสำรวจงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับหน่วยงาน     4) นำแนวทางที่ทำการศึกษามาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น     5) ติดตามผลการดำเนินงานหลังจากการดำเนินการปรับปรุงกระบวนการทำงานตามแนวทางที่ได้ศึกษาไว้ในข้างต้น และทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพก่อน และ หลังการปรับปรุงการทำงาน     6) สรุปผลการดำเนินงาน และให้ข้อเสนอแนะที่ได้จากการดำเนินงานวิจัย ผลการดำเนินงาน     จากการปรับปรุงกระบวนการทำงาน โดยการลดการเคลื่อนที่ และออกแบบอุปกรณ์ทุ่นแรงเพื่อลดเวลาการทำงาน ผลที่ได้คือ สามารถลดเวลาการทำงาน และเพิ่มผลผลิตได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมทั้งส่งผลทำให้ประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานเพิ่มขึ้น โดยสามารถสรุปข้อมูลได้ดังนี้     ในส่วนของแนวทางการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ประกอบด้วย     1) การลดการเคลื่อนที่ของพนักงาน : สามารถหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการนำหลักการ ECRS มาประยุกต์ใช้ โดยมีแนวคิดให้พนักงานที่ทำหน้าที่ยกกล่อง นำเสื้อผ้าที่ต้องการ QC มาวางให้พนักงาน QC เลย เมื่อพนักงาน QC เสร็จ ก็จะวางแยกชิ้นงานดังกล่าวนั้นไว้ต่างหาก หลังจากนั้นพนักงานยกกล่องก็จะนำเสื้อผ้าที่ QC เสร็จแล้วใส่ลงในกล่องดังเดิม เพื่อง่ายต่อการทำงานและจะช่วยให้สามารถลดเวลาในการเคลื่อนที่ของพนักงานลงได้     2) การลดเวลาการทำงาน : ดำเนินการแก้ไขโดยนำงานย่อยที่มีเวลาการทำงานมาก นำมาวิเคราะห์ด้วยการตั้งคำถาม 5W-1H และนำผลที่ได้มาหาแนวทางแก้ไขด้วยหลักการ ECRS ซึ่งส่งผลทำให้ผู้วิจัยมีแนวคิดในการจัดทำอุปกรณ์ช่วยในการพับผ้า ดังรูปที่ 2 ซึ่งช่วยทำให้มีการทำงานของพนักงานง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลทำให้มีเวลามาตรฐานในการทำงานลดลง ซึ่งสามารถสรุปผลการดำเนินงานดังกล่าวได้ดังตาราง รูปที่ 2. วิธีใช้อุปกรณ์ทุ่นแรงในการพับผ้า สรุปผลการดำเนินงาน     จากการดำเนินงานเพื่อหาแนวทางการปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มผลผลิตในสายการผลิต จากการศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้น พบว่า หน่วยงานยังไม่มีวิธีการทำงานที่เป็นมาตรฐานและเวลามาตรฐานในการทำงาน ไม่มีเวลากำหนดการทำงานให้กับพนักงาน ผลผลิตจึงไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ทางหน่วยงานต้องการ ดังนั้นทางผู้วิจัยจึงทำการเก็บข้อมูลของกระบวนการทำงานดังกล่าว และนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุด้วยการนำเทคนิคการตั้งคำถาม 5W-1H มาประยุกต์ใช้ แล้วจึงนำหลักการ ECRS มาใช้ในการหาแนวทางการแก้ไขปัญหา เพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการทำงานของพนักงาน ส่งผลทำให้จากเดิมซึ่งมีเวลามาตรฐานเท่ากับ 233.43 วินาที/ชิ้น ลดลงเป็น 143.60วินาที/ชิ้น และสามารถเพิ่มปริมาณเสื้อที่ทำการตรวจสอบจากเดิม 774 ชิ้น/วัน เพิ่มขึ้นเป็น 1,206 ชิ้น/วัน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของทางบริษัทที่ได้กำหนดไว้ คือไม่น้อยกว่า 1,200 ชิ้น/วัน และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากเดิม 52.16% เป็น 54.44%