บทความและงานวิจัย

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

IDEA การทำธุรกิจ

  • 08
    12 2560
    ขายของออนไลน์ต้องรู้ “ใช้งานอินสตาแกรมยังไง” ให้มีผู้ติดตามหลักแสน

              ธุรกิจออนไลน์เป็นอะไรที่มาแรงสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ วัยทำงาน หรือวัยเรียน ก็สามารถสร้างเงินล้านให้กับตัวเองได้โดยไม่ต้องมีเงินลงทุนอะไรมากมายแบบแต่ก่อน เพราะเดี๋ยวนี้มีช่องทางทั้ง เฟซบุ๊ก ไลน์ ยูทูป และที่สำคัญคือ อินสตาแกรม ที่เป็นแหล่งรวมตัวของนักช้อปปิ้ง เป็นพื้นที่ในการทำตลาดแบบง่าย ๆ มาให้เราใช้งานกันอยู่แล้ว           จากจุดประสงค์แรก ของการถือกำเนิดขึ้นของอินสตาแกรมนี้เพื่อเป็นสังคมแห่งภาพถ่าย เอาไว้ลงรูปเพื่อพูดคุยกันคล้าย ๆ เฟซบุ๊ก แต่ทุกวันนี้คนไทยเราใช้อินสตาแกรมในการซื้อขายสินค้ากันเป็นช่องทางหลักไปแล้ว ซึ่งพอมีร้านค้ามาก สิ่งที่จะพิสูจน์ได้ว่าร้านค้าไหนดี ควรค่าแก่การซื้อนั้นก็คือ ยอดฟอลโลเวอร์ หรือยอดผู้ติดตามนั่นเอง ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาสอนวิธีการเพิ่มยอดผู้ติดตามให้แตะหลักแสนได้ภายในเวลาไม่นาน เพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสในการขายสินค้าให้กับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้อย่างดี           1. ใช้ Iconosquare ในการควบคุมดูแล Iconosquare จะเป็นเหมือนเครื่องมือการจัดการอินสตาแกรมบนเว็บไซต์ มีการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยมและช่วยให้คุณโต้ตอบกับเนื้อหาที่แชร์กันบนอินสตาแกรมได้เร็วขึ้น สามารถดูคอมเมนท์ ดูฟีดใหม่ ๆ มอร์นิเตอร์ทุกอย่างได้ ตอบคอมเมนท์ โพสต์ภาพ ทำได้หมด แถมที่สำคัญคือ มันเร็วมากจริง ๆ ดีกว่าโหลดแอพฯ มาใช้ตั้งเยอะ           นอกจากนี้ยังมีระบบวิเคราะห์ที่จะช่วยให้คุณรู้ได้เลยว่าตอนนี้ตลาดกำลังไปทางไหน สินค้าไหนขายดี และคุณมาถูกทางรึเปล่า ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้เข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น และตอบโจทย์ความต้องการของเค้าได้ครบ ทำให้ยอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นได้ยังไงล่ะคะ           2. แต่งภาพให้ดูดีก่อนจะปล่อยลงสู่ตลาดคอนเทนต์บนอิสตาแกรม ดังนั้น หัวใจหลักเพียงอย่างเดียวตรงนี้คือ “รูปภาพ” และเป็นสิ่งที่คุณต้องดูแลให้ความสำคัญมากที่สุด ก่อนจะลงรูปอะไรก็ตาม ต้องผ่านการตกแต่งให้ดูดีซะก่อน เพื่อจะได้ดึงดูดสายตาลูกค้าได้ เดี๋ยวนี้ก็มีโปรแกรมแต่งภาพมากมายที่ใช้งานง่าย ทั้ง โฟโต้ช้อป ไลท์รูม แถมยังมีชาแนลยูทูปให้ไปศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมกันได้แบบฟรี ๆ อีกต่างหาก สะดวกสบาย สุด ๆ หลังจากแต่งสี แต่งเงา ทำทุกอย่างให้ออกมาดีได้แล้ว คุณอาจจะเพิ่มลูกเล่นด้วยการใส่ข้อความลงบนรูปภาพก็ได้ จะช่วยทำให้สินค้าดูน่าสนใจเพิ่มขึ้นไปอีก หรือถ้าจะให้ดีก็โหลดแอพฯ มือถือมาใช้งานเลยก็ดี ทีนี้จะอัพคอนเทนต์เมื่อไหร่ ตอนไหน ก็ง่ายแล้ว           3. โพสต์ซ้ำงานเดิม การแต่งรูปเอง อะไรเองทุกอย่าง ไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ มันมีคอนเทนต์ของคนอื่นตั้งเยอะแยะที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายเรา ตรงกับสินค้าของเรา ก็ไปเอาของพวกนั้นมาแชร์เลยสิคะ แต่เพราะอินสตาแกรมเค้าไม่ได้ปุ่มแชร์มาให้ มันเลยเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายใช่มั้ยล่ะ อินสตาแกรมแชร์ไม่ได้ไม่เป็นไร เราใช้แอพฯ Repost ก็ได้ ค่าเท่ากันด้วยกับแอพนี้จะทำให้คุณสามารถแชร์ทุกโพสต์บนอินสตาแกรมได้ แถมเค้ายังมีแหล่งข้อมูลอ้างอิงไปยังต้นฉบับอีกด้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องผิดลิขสิทธิ์เลยคะแบบนี้          พอคุณทำคอนเทนต์ดี ๆ แชร์คอนเทนต์ดี ๆ บ่อย ๆ คนก็อยากจะเข้ามาดูอินสตาแกรมของคุณว่าวันนี้จะมีคอนเทนต์อะไรมาบอกเค้าอีก เค้าก็กดติดตามเอาไว้ ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ผู้ติดตามของคุณก็จะขึ้นมาถึงหลักแสนได้อย่างไม่ยากเย็นเลย           4. เรียนรู้จากคู่แข่งให้ได้มากที่สุด “Klear” เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยมที่ช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์แอคเคาท์อินสตาแกรมอื่น ๆ ได้เครื่องมีชิ้นนี้จะช่วยให้คุณสามารถค้นหาคู่แข่งของตัวเองพบ ทำให้รู้ว่าเค้าเป็นยังไง ลงคอนเทนต์ประเภทไหน ตอนกี่โมง ถ้าใช้เครื่องมือตัวนี้รับรองยอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะการวิเคราะห์โดยรวมจะช่วยให้รู้ว่าคู่แข่งโพสต์อะไรบ่อย               รูปภาพที่โพสต์ – รูปของคู่แข่งที่ได้รับความนิยมสูงสุด อันนี้ช่วยให้เรารู้ว่าควรทำคอนเทนต์แบบไหน               เครือข่ายคู่แข่งของคุณ – ช่วยให้คุณสามารถดูว่าใครโต้ตอบกับคู่แข่งของคุณมากที่สุด พอรู้แล้วคุณก็สามารถเข้าไปทักทาย เสนอสินค้าของตัวเองเพื่อตัดราคาได้           5. ตั้งเวลาโพสต์อัตโนมัติ ทำให้มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา การโพสต์อะไรที่มันเรียลไทม์จะช่วยให้คุณจับกระแสของโลก ณ ตอนนั้นได้ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะว่างตลอดเวลาเสียหน่อย ดังนั้น มันจึงต้องหาตัวช่วยมาใช้งานกันบ้าง ซึ่งก็คือ “Schedugram” นั่นเอง ซึ่งมันช่วยเรื่องดึงดูดลูกค้าได้มากเลยแหละค่ะกับการโพสต์ล่วงหน้าเนี่ย เพราะลูกค้าบางคนอยู่ต่างประเทศเค้าก็ใช้งานอินสตาแกรมคนละเวลากับคุณ เลยทำให้เค้าอาจพลาดข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ได้ ดังนั้นถ้าคุณตั้งโพสต์ไว้ทั้งวันทั้งคืน มันก็จะช่วยให้เค้าเห็นความเคลื่อนไหวของคุณได้ และกระตุ้นต่อมอยากซื้อให้ทำงาน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เค้าจดจำคุณได้ขึ้นใจนั่นเองค่ะ

  • 08
    12 2560
    ปั่น Social Media ให้ Worldwide เพื่อเป็น “อาวุธลับ” สำหรับ SME

              สำหรับผู้ประกอบการในต่างจังหวัด การใช้โซเชียลมีเดีย ถือเป็น “อาวุธลับ” เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการเข้าถึงลูกค้าในเมือง           ทั้งนี้ เพราะผู้ประกอบการในเมือง ตัวอย่างเช่น ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้โซเชียลมีเดีย ก็จะมีเซลล์ที่คอยหาลูกค้า ขณะที่ผู้ประกอบการหรือโรงงานต่างจังหวัดส่วนใหญ่ เจ้าของธุรกิจเหล่านี้แทบจะไม่เคยพบหน้าลูกค้าโดยตรง แต่จะเป็นการสื่อสาร ซื้อขายสินค้ากันผ่านอีเมล์ หรือทางโทรศัพท์ ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นกล่มลูกค้าประจำ ขณะที่การหาลูกค้ารายใหม่ๆ เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก           ด้วยเหตุนี้ ร้านค้าออนไลน์ที่เกิดขึ้นบนเฟซบุ๊ก หรือสื่อโซเชียลต่าง ๆ จึงเป็นเหมือนสื่อกลางในการทำความรู้จักระหว่างผู้ประกอบการและลูกค้า ซึ่งเคล็ดลับที่จะทำให้การใช้สื่อโซเชียลมีเดียประสบความสำเร็จ ต้องอาศัยการใช้เทคนิค ดังต่อไปนี้           1. เจ้าของโรงงาน หรือเจ้าของธุรกิจที่อยู่ต่างจังหวัด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทำธุรกิจโรงงานเซรามิกส์ คุณก็จำเป็นต้องมีเพจของร้านในเฟซบุ๊ก เพราะนั่นจะช่วยให้เกิดการ Discovery หรือการค้นพบร้านค้า หรือ แบรนด์ของคุณได้ง่ายยิ่งขึ้น ขณะที่บางคนตั้งคำถามว่า “เฟซบุ๊ก (Facebook)” มีความแตกต่างจากการใช้เครื่องมืออย่าง “Google Search” อย่างไร คำตอบคือ Google Search จะใช้ค้นหาสินค้าที่มีความเฉพาะตัว เช่น ถ้าลูกค้าจะเสิร์ชหาสินค้าเซรามิคส์ ก็จะต้องเสิร์ชคำค้นว่า เซรามิคส์ ซึ่งบางคนจะเลือกโรงงานที่คุ้นเคยมากกว่าการค้นหาโรงงานรายอื่น ขณะที่เฟซบุ๊ก จะสามารถใช้ Tag เพื่อสื่อสารไปยังลูกค้าที่มีความต้องการสินค้าโดยตรงได้ ตั้งค่าให้โปรโมทสินค้าซ้ำ ๆ ได้           2. ผู้ประกอบการโรงงาน มักจะมีคำถามว่า ถ้ามีเพจจะโพสต์ หรือสร้างคอนเทนต์อะไร ลงไปให้น่าสนใจ ในเมื่อมีแต่สินค้าภายในโรงงาน คำแนะนำจากกรณีตัวอย่างโรงงานเซรามิกส์ คือ “ลืมเรื่องเซรามิคส์หรือสินค้าไปก่อน” เพราะคนอาจจะไม่สนใจ แล้วลองโพสต์เรื่องราวของลูกค้าที่ใช้สินค้าโดยการผลิตของโรงงานคุณ เพื่อสื่อให้เห็นถึงความประณีต ความสวยงามของสินค้า หรือความสำเร็จจากการซื้อสินค้าไปใช้ เรื่องราวเหล่านี้จะช่วยตอบโจทย์ในเรื่องการสร้างคอนเทนต์ให้น่าสนใจได้เป็นอย่างดี           3. คำแนะนำสุดท้าย นั่นคือ โลกของเฟซบุ๊ก จะ Worldwide มาก ถ้าเจ้าของธุรกิจสามารถสร้างเพจให้มีคอนเทนต์ที่ถูกใจชาวต่างชาติ หรือมีข้อความภาษาอังกฤษที่คนทั่วโลกเข้าใจได้ถึงเรื่องราวที่บ่งบอกว่าคุณเป็นใคร โรงงานทำอะไร มีสินค้าอะไรบ้าง ที่ตั้งอยู่ที่ไหน ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แบรนด์ของคุณได้โอกาสการเปิดประตูเพื่อไปสู่การค้าได้ทั่วทั้งโลก           สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความกล้า จำไว้ว่า “ความกล้าที่จะเริ่มทำก่อน…ย่อมได้เปรียบ”

  • 08
    12 2560
    สุดยอดวิธีใช้การตลาดแบบ “ปากต่อปาก” ที่ได้ผลมากที่สุด

              ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นขยายกิจการธุรกิจแบบไหนให้ได้ผลดี เพื่อให้มีคนจดจำแบรนด์ได้มากขึ้นล่ะก็ ขอแนะนำให้ใช้วิธีการตลาดแบบ “ปากต่อปาก” สุดยอดกลยุทธ์ที่ถึงแม้จะเก่าแค่ไหน แต่มันก็ได้ผลชนิดที่ใครหลาย ๆ คนคาดไม่ถึง เพราะคำพูดมีพลังมหาศาลที่จะโน้มน้าวจิตใจคนได้ โดยเฉพาะถ้ามันหลุดมาจากปากของคนใกล้ตัว ความน่าเชื่อถือยิ่งเพิ่มขึ้น นี่แหละคือ หัวใจสำคัญของการตลาดแบบ “ปากต่อปาก”           วันนี้จึงขอพาทุก ๆ ท่าน ไปรู้จักกับการตลาดรูปแบบนี้ ให้ดียิ่งขึ้น และใช้งานได้จริง รับรองว่าลูกค้าต้องติดใจและกลับไปบอกต่อชัวร์           1. ปราการด่านแรก ต้องบริการให้เนี้ยบที่สุด            การจะให้ลูกค้าบอกปากต่อปากได้นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ แต่ถ้าทำได้ล่ะก็ มันจะมีประสิทธิภาพมากเลยล่ะ และปัจจัยแรกที่ใช้ในการตัดสินว่าลูกค้าจะบอกต่อสินค้าหรือแบรนด์เรารึเปล่าก็คือ “การบริการ” นั่นเอง ทุกบริษัทก็อยากจะให้ลูกค้าคิดว่าตัวเองมีใจรักในการบริการ แต่ถ้ายังแสดงหน้าตาบูดบึ้ง ถามคำตอบคำ ไม่มองหน้าเวลาพูด แบบนี้เป็นใครก็ไม่ชอบหรอก เพราะฉะนั้นแก้ที่เรื่องนี้ก่อนเลย ลูกค้าเข้ามาเรายิ้มให้ก่อนอันดับแรก และเข้าประชิดถามว่าอยากให้ช่วยอะไรมั้ย ทุกคำพูดต้องแฝงด้วยรอยยิ้มและการมองตา สุภาพและรับฟังอย่างตั้งใจ ถ้าให้บริการแบบนี้ได้ ลูกค้าก็พร้อมจะบอกต่อเราแล้วล่ะ           2. ติดต่อกันตลอด ทำยังไงก็ได้ไม่ให้เค้าลืมเรา          ถ้าเราขายสินค้าชิ้นหนึ่งแล้วเราอยากให้คนบอกต่อสินค้าเราเยอะ ๆ เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เค้านึกถึงเราให้ได้ เวลาที่เค้าพูดถึงสินค้าประเภทนี้ เช่น เราขายผ้าอ้อม เวลาลูกค้าเราไปคุยกับคุณแม่มือใหม่สักคน แล้วพูดถึงเรื่องผ้าอ้อม เราก็ต้องทำให้เค้านึกถึงผ้าอ้อมของเรา ซึ่งกลยุทธ์ตรงนี้จะทำให้เค้าจำเราได้ก็คือ ต้องคอยขยันส่งอีเมล ส่งข้อความ อัปเดตข่าวสารตามโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา มีโปรโมชั่นใหม่ ๆ ก็อย่าให้ลูกค้าพลาด อะไรที่ดีกับเค้าก็เสิร์ฟให้เค้าไปเลยถึงที่ พอเค้าได้เห็นเราทุกวัน เค้าก็จะจำเราได้เอง แล้วบทสนทนาครั้งต่อไปต้องมีชื่อ แบรนด์เราแน่นอน           3. ชื่อและข้อมูลทุกอย่างต้องหาง่าย จะได้รู้ว่าเราเป็นใคร          ในมุมของลูกค้ายุคนี้ ถ้าเค้าอยากบอกต่อเรากับใคร แต่เค้าต้องมาหาชื่อเราเป็นชั่วโมง แบบนี้เป็นใครคงไม่อยากบอก อะไรที่มันลำบากนิดลำบากหน่อยเค้าก็ไม่สนใจแล้ว เพราะมีคู่แข่งอีกตั้งเยอะแยะที่พร้อมจะทำตัวเข้าถึงง่ายให้เค้าไปใช้บริการ เราเลยต้องสนใจที่จุดนี้ด้วย ดังนั้น ต้องทำให้ชื่อและข้อมูลเราหาง่ายที่สุด บอกรายละเอียดทุกอย่างให้ชัดเจนบนเว็บไซต์ นามบัตร หรือโฆษณาตามที่ต่าง ๆ แบบนี้เวลาเค้าอยากจะบอกต่อเรากับใคร แค่ส่งลิงก์เราให้หรือแท็กเพื่อน ๆ มาในเฟซบุ๊ก เราก็ได้แต้มแล้ว           4. เป็นพันธมิตรกับบริษัทอื่น ช่วยกันบอกต่อ          มาถึงวิธีสุดท้ายในการบอกต่อ ให้ลองมองหาใครสักคนที่เปิดธุรกิจมีสินค้าใกล้เคียงกับเรา หรือไปในทิศทางเดียวกัน แล้วเข้าไปทำพาร์ทเนอร์ร่วมกัน เจรจาต่อรองกันดูให้เค้าช่วยบอกต่อสินค้าเราเวลามีคนมาซื้อ แนะนำกับลูกค้าไปว่าสินค้าเราดียังไง แล้วเราก็ทำแบบนั้นกับเค้าเหมือนกัน ก็จะช่วยเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจได้มากโดยไม่ต้องเสียเงินซักบาท แถมได้ลูกค้าที่ตรงกลุ่มเป้าหมายอีกต่างหาก สุดยอดไปเลยนะวิธีนี้           สำหรับในส่วนของการคิดแคมเปญให้ปัง ! ด้วยการตลาดแบบปากต่อปาก นั้นแต่ไหนแต่ไรมา เราต่างได้รับคำแนะนำต่าง ๆ ตั้งแต่ไม้จิ้มพันยันเรือรบจากคนใกล้ตัว เช่น คนในครอบครัวหรือเพื่อน ซึ่งเป็นการสื่อสารระดับพื้นฐาน แต่หลังจากที่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา วิธีการที่เราใช้ติดต่อสื่อสารของเราก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ในยุคสมัยใหม่นี้ การติดต่อสื่อสารของผู้คนสามารถเข้าถึงกันอย่างไร้พรมแดน และไม่ใช้การสื่อสารบอกเล่าธรรมดาแต่ยังรวมถึงการแสดงความรู้สึก ความชอบต่อสิ่งต่าง ๆ ต่อ ๆ กันไป ซึ่งจุดนี้นักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจสามารถหยิบเครื่องมือที่เรียกว่า “การตลาดปากต่อปาก” มาใช้ ซึ่งอาจฟังดูทำได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วการสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมนั้นไม่ใช่งานที่ง่ายเลย แต่หากทำได้อย่างถูกต้อง มันจะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการซื้อได้อย่างมหาศาล           ปัญหาคือ คุณเปลี่ยนผู้บริโภคให้กลายเป็นผู้ที่กระตือรือร้นอยากบอกต่อผ่านวิธีการปากต่อปากได้อย่างไร ? คุณจะทำอย่างไรให้ผู้คนอยากแสดงความคิดเห็น พูดคุย หรือแชร์ข้อความของคุณผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค ? เพื่อให้คุณเข้าใจยิ่งขึ้น เรามีตัวอย่างแคมเปญปากต่อปากของต่างประเทศที่ผ่านการคิดมาอย่างดี ซึ่งแต่ละแคมเปญนั้นได้ช่วยให้บริษัทเหล่านี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและยังสร้างผลประกอบการเป็นกอบเป็นกำอีกด้วย           1) เริ่มจากมองหา Influencers ในการสร้างแรงกระเพื่อม          ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกับคำว่า Influencers กันก่อน หากให้อธิบายง่าย ๆ แล้ว Influencers ก็คือ “ใครที่มีอิทธิพลและสามารถจูงใจกลุ่มคนหรือผู้อื่นได้” อาจจะเป็นคนที่ผู้คนรับฟัง มีชื่อเสียง โดยสมัยนี้แบรนด์ต่าง ๆ มักใช้ผู้คนที่เป็นที่รู้จักบนโซเชียลมีเดียหรือบล็อก เพื่อเผยแพร่ข้อความที่คุณต้องการสื่อออกไป (ต่างกับที่สมัยก่อนจะเน้นไปที่ดาราที่มีชื่อเสียง) โดยมีกุญแจสำคัญในการทำให้เกิดการบอกต่ออยู่ที่ Influencers นั้น จะต้องทำให้เกิดการตอบโต้มากกว่าแค่การสร้าง Awareness ซึ่งการตอบโต้ที่กล่าวมานั้น คือ การกระตุ้นให้เกิดการกระทำ พูดคุย แสดงความเห็น หรือซื้อขาย เพื่อให้เกิดความเชื่อใจต่อแบรนด์มากขึ้นผ่านปากของ Influencers สาเหตุที่ต้องทำเช่นนั้นเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปแล้ว ผู้บริโภคยุคใหม่มักเกิดความเชื่อใจบุคคลที่สามมากกว่าแบรนด์โดยตรง การให้ Influencers ถ่ายทอดข้อความออกไปจึงเป็นวิธีการทำตลาดช่องทางใหม่ หากคุณทำออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันจะส่งผลอย่างมากกับธุรกิจของคุณ          ขอยกตัวอย่างการใช้ Influencers ที่ดี ที่ไม่จำเป็นต้องใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง อาทิ Dettol บริษัทผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อที่เราคุ้นเคย เคยประสบกับปัญหาการขยายตลาดในประเทศจีนที่มีประชากรหนาแน่น การทำ TVC จึงฟังดูเป็นการตลาดที่ดี เพราะด้วยจำนวนประชากรหนาแน่นขนาดนี้ย่อมได้ผล แต่ผลลัพธ์ออกมาไม่คุ้มทุนโฆษณาที่ลงไป Dettol จึงเปลี่ยนวิธีคิดใหม่โดยการลองหันมาทำการตลาดแบบปากต่อปาก โดยโฟกัสกลุ่ม Influencers ที่เป็นแม่บ้าน          ในช่วงแรกบริษัทจึงทำการแจกจ่ายสินค้าตัวอย่างกว่า 48,ooo ชิ้น ไปยัง Influencers ที่เป็นแม่บ้านกว่า 4,000 คน ซึ่งแต่ละคนจะได้รับสินค้าตัวอย่างหนึ่งชิ้นสำหรับตัวเธอเองและอีก 10 ชิ้น สำหรับแจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน ผลปรากฏว่าสินค้าของ Dettol มีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นถึง 46% ในเวลาแค่ 5 เดือน แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น 5 เท่า มียอดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นสองเท่าจาก 21% เป็น 42% และ ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 86% ในเวลาแค่ 2 เดือน ซึ่งทำให้แคมเปญนี้ประสบความสาเร็จเป็นอย่างมาก           2) หาทางเชื่อมต่อกับความรู้สึกของผู้คน          มูลนิธิ Make-A-Wish นั้น ขึ้นชื่อเรื่องการอุทิศตัวในการทำให้ฝันของเด็กที่มีปัญหาป่วยไข้เป็นจริงขึ้นมาได้ การทำให้มูลนิธิเป็นที่รู้จักคือเป้าหมายหลัก โดยมีเป้าหมายรองคือการทำให้ผู้คนเกิดการสนทนา องค์กรไม่แสวงหากำไรนี้จึงได้จัดกิจกรรมเพื่อ Miles Scott เด็กตัวเล็กอายุ 5 ขวบที่อาการทุเลาจากโรคมะเร็ง สิ่งที่เด็กคนนี้ต้องการคือ การได้เป็นซุปเปอฮีโร่ แค่ 1 วัน          15 พฤศจิกายน ปี 2013 มูลนิธิ Make-A-Wish จัดเวทีขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยสร้างขึ้นมา โดยมี ประธานาธิบดีโอบามา ให้เกียรติมาร่วมงาน ที่มากกว่านั้นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในเมืองได้พิมพ์ฉบับพิเศษ โดยเขียนพาดหัวข่าวใหญ่โตว่า “ยอดมนุษย์ Batkid กอบกู้เมืองได้สาเร็จ” ผลลัพธ์ของแคมเปญนี้ทำให้เกิดการบอกต่อจนทำให้เว็บ Make-A-Wish มีการกดเข้าชมถึง 1.89 ล้าน และมีการเข้าร่วมโดยการถ่ายรูปตัวเองในชุดซุปเปอร์ฮีโร่กว่า 21,683 รูป และมีการใช้แฮชแทก #batkid สูงถึง 555,697 ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้ยอดการบริจาคของมูลนิธิเพิ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจ ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการสามารถเข้าถึงความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ได้           3) เข้าไปมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง          เหตุผลง่าย ๆ ที่ Red Bull ยังถูกพูดถึงอยู่ตลอดเวลา และยังเป็นที่หนึ่งในวงการนี้เป็นเพราะ Red Bull ไม่เคยหยุดจัดเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลดนตรี การจัดการแข่งขันกีฬา หรืออะไรต่อมิอะไรมากมาย ซึ่งทำให้ Red Bull เชื่อมโยงกับชุมชนอยู่ตลอดเวลาโดยมี A Red Bull Wings Team ขบวนรถของ Red Bull ขับรอบเมือง พร้อมแจกจ่ายตัวอย่างเครื่องดื่ม เพื่อสร้างการบอกต่อ          Red Bull bedroom jam เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดเวทีการแข่งขันประชันความสามารถโดยเจาะจงกลุ่มนักเรียน          A Red Bull reporter program ซึ่งมีการมอบทุนให้นักข่าวหรือนักเรียนด้านภาพยนตร์มาสร้างเรื่องราวและให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก          อีกหนึ่งตัวอย่างของแคมเปญแบบปากต่อปากที่เชื่อมโยงกับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ แคมเปญของ Vail Resorts ที่สร้างแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่สามารถเชื่อมโยงเหล่านักสกีหิมะและเครือค่ายของเขาบนภูเขาด้วยระบบ RFID ที่คอยบันทึกเวลาและระยะทางการเล่นสกี และเพิ่มดีกรีความสนุกด้วยการที่เหล่าผู้เล่นสามารถแชร์ความสำเร็จให้เพื่อนๆ บนโซเชียลมีเดียได้เห็น          หลังจากที่ปล่อยแอพพลิเคชั่นใน ธันวาคม ปี 2010 แขกกว่า 100,000 คนของโรงแรมได้เปิดบัญชีบนแอพพลิเคชั่นนี้และสร้าง Social impressions ได้สูงถึง 35 ล้าน           4) สร้าง Customer Service ให้ดีเลิศจนผู้บริโภคต้องบอกต่อ          ธุรกิจ SME มากกว่าครึ่งต่างพูดว่า เราจะสร้างยอดขายให้มากขึ้นในปีนี้ โดยการโฟกัสไปที่การเพิ่มประสบการณ์และการจดจำให้กับกลุ่มลูกค้าเก่า ซึ่งนั่นเป็นกลยุทธที่ถูกต้องแล้ว เพราะจากการสำรวจพบว่า ในบางธุรกิจนั้น มีความเป็นไปได้ในการขายสินค้าให้กับกลุ่มลูกค้าเก่าสูงถึง 60-70% ในขณะที่การขายให้กับกลุ่มลุกค้าใหม่นั้นมีเพียง 5 – 20% เท่านั้น ซึ่งถ้าอิงจากตัวเลขดังกล่าวนี้ สิ่งที่แบรนด์ของคุณควรจะโฟกัสคือการสร้าง customer service ที่ดีเพื่อดูแลลูกค้าเก่า ซึ่งจะต้องเป็นมากกว่าของแถม และโปรโมชั่น แต่เป็นวิธีการที่คุณดูแลลูกค้าเหล่านั้นให้ดีที่สุด           5) ทำให้ผู้คนเขียนรีวิวเกี่ยวกับคุณได้ง่าย          สิ่งเล็กที่ดูเหมือนไม่สำคัญแต่กลับเป็นตัวขัดขวางการเกิดการบอกต่อ คือ การที่ผู้บริโภคไม่สามารถเขียนรีวิว แนะนำ หรือสื่อสารกับคนอื่นๆ เกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ ซึ่งเรามีเคสที่สามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ออกมาได้อย่างชาญฉลาดจาก 3M ESPE โดยการปรับปรุงให้ระบบรีวิวสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น ผลปรากฏว่าสินค้าได้รับการรีวิวมากขึ้นถึง 200 % ในเวลาแค่ 3 วัน           “ปากต่อปาก” นั้นเป็นรูปแบบดั้งเดิมที่สุดของการโฆษณา แต่ก็ยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ซึ่งเคสตัวอย่างด้านบนสามารถใช้ประโยชน์จากการตลาดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับแต่ละธุรกิจของคุณ แต่หากว่าคุณยังไม่สามารถจินตนาการว่าแบรนด์ของคุณสามารถทำอะไรได้บ้าง ให้คุณยึดจากความรู้สึกของผู้คนเป็นหลัก ว่าตอนนี้เขากำลังพูดถึงอะไร ? อะไรที่เขาแชร์กันบนโซเชียลมีเดีย ? และใช้โอกาสนี้ในการเข้าไปมีส่วนร่วม           สุดท้ายนี้ ถึงแม้การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยจะมีความสำคัญ แต่ให้คุณมองข้ามเรื่องจำนวนผู้ติดตามหรือยอดไลค์ไปก่อน เพราะการทำการตลาดให้เกิดการบอกต่อนี้มีกุญแจสำคัญอยู่ที่แบรนด์จะต้องเชื่อมต่อกับผู้คนให้ได้ ถ้าคุณทำให้เขารู้สึกชอบ ถูกใจได้ แล้วใครล่ะจะไม่อยากบอกต่อ

  • 08
    12 2560
    การแก้ไขปัญหาการขาย

              ลูกค้าในยุคปัจจุบันมีทางเลือกมากขึ้น มีอำนาจการต่อรองกับผู้ขายมากขึ้น รวมทั้งมีความต้องการได้รับการตอบสนองความพึงพอใจมากขึ้น เมื่อลูกค้าไม่พอใจในสินค้าและบริการ หรือตัวพนักงานขาย ก็จะทำการร้องเรียนหรือโทรมาต่อว่าที่บริษัท หากบริษัทเพิกเฉยก็จะนำไปโพสต์ (Post) ในสังคมโซเชียลมีเดีย (เช่น Facebook, Line ) จนมีการแชร์ต่อ ๆ กันไป ทำให้เกิดความเสียหายกับสินค้าและบริษัทไปเลย เจ้าของกิจการและผู้บริหาร รวมทั้งผู้จัดการฝ่ายขาย จำเป็นต้องดูแลที่จะแก้ไขปัญหาทั้งหมดของการขาย และหาทางป้องกันไม่ให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นได้อีก ปัญหาการขายที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ พอจะแยกเป็นประเด็นสำคัญ ๆ ได้ดังนี้           1. ปัญหายอดขายตก หรือยอดขายไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย  ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด เพราะกิจการปล่อยให้ยอดขายตกต่ำลงไม่ได้ ปัญหายอดขายตกมักเกิดจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว, การเลือกใช้ช่องทางการขายที่ผิด, ราคาสินค้าแพงเกินไป, จุดขายน้อยเกินไป หากเกิดปัญหายอดขายเริ่มตกลง และเริ่มไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ผู้จัดการฝ่ายขายควรรายงานแก่ผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการทันที และรีบเสนอแนวทางการแก้ไขเพื่อจะได้ทำให้ยอดขายกระเตื้องขึ้นได้          วิธีแก้ไขและป้องกัน          - วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและตลาดอีกครั้ง (ใช้ STP analysis)          - เปลี่ยนหรือเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ ๆ เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งหมด          - วางแผนตลาดและวางกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ ๆ เพื่อสื่อสารและส่งเสริมการขายไปยังกลุ่มเป้าหมาย และแก้ไขปัญหายอดขายตกได้โดยตรง          - รวบรวมปัญหาที่มีทั้งหมดจากพนักงานขายและจุดขายต่าง ๆ เพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงได้           2. ปัญหาของสินค้า เช่น สินค้ามีราคาแพงเกินไป, มีคุณภาพต่ำ, ใช้งานไม่ดี, สินค้าไม่พอขายขาดตลาด หากปัญหาเกิดจากลูกค้าไม่ซื้อเพราะราคาแพงเกินไป ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่ามีลูกค้าจำนวนมากให้ความคิดเห็นไว้กับพนักงานขาย หรือปัญหาเรื่องคุณภาพของสินค้าที่ใช้ไม่ดีเสียบ่อย หรือใช้งานไม่ได้เลยตั้งแต่ส่งของไป ผู้จัดการฝ่ายขายควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนรายงานให้เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารรับทราบ และหาทางแก้ไขต่อไป          วิธีแก้ไขและป้องกัน          - ลูกค้ามีความต้องการซื้อแต่ราคาแพงมากจนจ่ายครั้งเดียวไม่ได้ ผู้จัดการควรติดต่อสถาบันการเงินที่มีสินเชื่อประเภทบัตรเครดิตทำแผนการผ่อนชำระเสนอแก่ลูกค้า โดยกิจการรับภาระดอกเบี้ยเอง ด้วยการคิดรวมเข้าไปในราคาซื้อผ่อนชำระแล้ว          - สินค้าคุณภาพต่ำ ใช้งานไม่ได้, ใช้งานได้ไม่นาน กรณีนี้จำเป็นต้องร่วมมือกับฝ่ายผลิต และผู้บริหารก็ต้องรีบตัดสินใจที่จะปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้น มิฉะนั้นก็ต้องลดราคาลงมา โดยเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่อยู่ในระดับต่ำลงจากกลุ่มเป้าหมายเดิม เพื่อขายสินค้าที่มีคุณภาพต่ำในราคาต่ำให้หมดได้          - กรณีสินค้ามีราคาแพงเกินไปลูกค้าไม่สนใจซื้อเลย ผู้จัดการฝ่ายขายจำเป็นต้องสำรวจราคาของคู่แข่งขันในตลาดเปรียบเทียบราคาสินค้าของกิจการ เพื่อเสนอการลดราคามาแข่งขันกับคู่ต่อสู้ได้ และหาทางป้องกันด้วยการสำรวจราคาขายของคู่แข่งขันทุกครั้งก่อนการตั้งราคาขาย และติดตามดูการออกรายการส่งเสริมการขายของคู่แข่งขันอยู่เสมอ          - จัดรายการส่งเสริมการขาย โดยนำสินค้าที่มีคุณภาพต่ำขายร่วมกับสินค้าที่ขายดี เพื่อกำจัดสต๊อกสินค้าที่เหลือให้หมด หรือจัดราคาซื้อ 1 ชิ้น แถม 1 ชิ้น กับสินค้าที่มีคุณภาพต่ำนี้ เพื่อป้องกันการต้องลดราคาสินค้าลงมาแข่งขันกับคู่แข่งขัน          - ออกสินค้าใหม่ที่มีคุณภาพดีขึ้นเพื่อทดแทนสินค้าที่คุณภาพต่ำ หรือปรับปรุงการผลิตเพื่อปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้นจากเดิม          - เพิ่มปริมาณสินค้าให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า อย่าปล่อยให้สินค้าขาดสต๊อก โดยจัดทำรายงานการขายสินค้าที่ขาดตลาด เพื่อวางแผนการผลิตในอนาคตได้           3. ปัญหาเกี่ยวกับพนักงานขาย  พนักงานไม่เก่ง, ให้บริการไม่ดี, แต่งตัวไม่เรียบร้อย, พูดจาไม่ดี, ไม่ทำตามระเบียบบริษัท, ผิดนัดกับลูกค้า, ปิดการขายไม่ได้ ปัญหาเรื่องพนักงานขายเป็นปัญหาโดยตรงที่ผู้จัดการฝ่ายขายต้องแก้ไขและลงโทษพนักงานขายของตนเอง          วิธีแก้ไขและป้องกัน          - สร้างระบบการขายให้ดี มีการจัดทำรายงานจากพนักงานขาย และมีระบบตรวจสอบการขายและการทำงานของพนักงานขาย ว่าได้ไปพบลูกค้าจริงหรือไม่          - จัดตารางฝึกอบรมพนักงาน ทั้งเรื่องการสร้างบุคลิกภาพที่ดี, การสร้างระเบียบวินัย, เทคนิคการขาย, การให้บริการเป็นเลิศ, การสร้างทีมขายเพื่อพัฒนาพนักงานขายให้มีความรู้ความสามารถยิ่งขึ้น          - ตักเตือนพนักงานก่อนโดยวาจาประมาณ 2-3 ครั้ง เพื่อแจ้งวิธีการลงโทษในการกระทำผิดระเบียบข้อบังคับของกิจการในครั้งต่อไป          - ออกกฎระเบียบให้คลอบคลุมปัญหาที่พนักงานขายมักกระทำผิดอยู่เสมอ          - สร้างเครื่องมือการขายที่ใช้ง่ายเพื่อเป็นประโยชน์ในการขายของพนักงานขาย          - ตั้งฝ่ายตรวจสอบโทรติดตามลูกค้าหลังการขาย เพื่อติดตามพฤติกรรมที่ไม่ดีของพนักงานขาย และรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าด้วยจะได้นามาแก้ไขให้มีสินค้าและบริการที่ดีขึ้น           4. ปัญหาจากคู่แข่งขัน  กิจการขนาดกลางและขนาดใหญ่มักเจอปัญหาคู่แข่งขันในตลาดเดียวกัน เช่น การให้ร้ายเรื่องคุณภาพสินค้า, ราคาสินค้า, จัดรายการลดราคา และส่งเสริมการขายเพื่อตีตลาดของกิจการ, แย่งพนักงานขายไป          วิธีการแก้ไขและป้องกัน          - หาข้อมูลเพื่อแก้ข้อกล่าวหาและการใส่ร้ายเรื่องคุณภาพและราคาสินค้าไว้ที่ตัวแทนหรือพนักงานขาย เพื่อใช้ในการตอบโต้ปัญหาเหล่านั้นได้รวมทั้งควรมีเอกสารยืนยันหรือใบรับประกันคุณภาพส่งให้ด้วย          - ติดตามการเคลื่อนไหวของคู่แข่งขันรายสำคัญอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที          - ประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายทราบถึงคุณภาพและปัญหาที่กิจการถูกคู่แข่งขันให้ร้าย          - สร้างเครื่องจูงใจให้พนักงานขายที่เก่งไม่ลาออกไปอยู่กับบริษัทของคู่แข่งขัน          - วางกลยุทธ์ทางการตลาดให้ได้เปรียบคู่แข่งขัน           5. ปัญหาจากข้อร้องเรียนต่าง ๆ  เป็นปัญหาจิปาถะที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการขาย โดยลูกค้ามีทั้งโทรศัพท์เข้ามาต่อว่า, มีจดหมายหรือไปแจ้งข้อร้องเรียนยังจุดขายของกิจการ, ร้องเรียนปัญหาจากตัวแทนจำหน่ายของกิจการ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ผู้จัดการฝ่ายขายอย่าเพิกเฉยและมองว่าไม่สำคัญ บางปัญหาดูเป็นปัญหาเล็กแต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ภายหลัง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันการสื่อสารไร้พรมแดนทำให้มีการแชร์ข้อมูลกันอย่างรวดเร็ว หากลูกค้ามาร้องเรียนและบริษัทไม่ใส่ใจที่จะช่วยแก้ไขให้ ทำให้ลูกค้าไปดำเนินการแจ้งกับสังคม ทำให้ทั้งตัวบุคคลและบริษัทเสียหายถึงขั้นล้มละลายไปแล้วก็เคยมี          วิธีการแก้ไขและป้องกัน          - ผู้รับเรื่องหรือผู้จัดการฝ่ายขายจำเป็นต้องรับฟังข้อร้องเรียนจากลูกค้า อย่าหลบเลี่ยงเด็ดขาด          - ผู้รับเรื่องควรขอโทษลูกค้าในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อให้ลูกค้าใจเย็นและรู้สึกดีขึ้น          - หากผู้รับเรื่องแก้ไขปัญหานั้นได้เองก็ควรแก้ไขทันที หากทำไม่ได้ก็รับเรื่องไว้และส่งเรื่องให้กับหัวหน้าหรือผู้บริหารเพื่อนำไปแก้ไขต่อไป          - เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารควรหาวิธีแก้ไขและป้องกันไม่ให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นได้อีก          - ผู้จัดการฝ่ายขายจำเป็นต้องเก็บข้อมูลการร้องเรียนและปัญหาของการร้องเรียนโดยการจัดทำเป็นรายงาน เพื่อนำปัญหาเหล่านั้นไปแก้ไขให้ครบและหาแนวทางการป้องกันได้          - ห้ามเพิกเฉยกับข้อร้องเรียนและปัญหาของลูกค้าเด็ดขาดเพราะอาจบานปลายจนแก้ไขไม่ทัน

  • 08
    12 2560
    การจัดทำเอกสารรายงานเกี่ยวกับงานขาย

              การวางระบบการขายและการจัดทำรายงานและเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการขาย ในยุคปัจจุบันเป็นเรื่องที่ง่ายมากสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีกำลังเงินซื้อระบบโปรแกรมสำเร็จรูปได้ หรือบางกิจการก็จ้างโปรแกรมเมอร์มาเขียนระบบการขายให้ตามที่ตนเองต้องการ สำหรับธุรกิจขนาดย่อมหรือขนาดเล็กไม่นิยมการใช้คอมพิวเตอร์ เพราะมีจำนวนคอมพิวเตอร์ไม่เพียงพอสำหรับพนักงานขายทุกคน จึงไม่มีการซื้อโปรแกรมของระบบขายมาใช้ สำหรับบางกิจการก็ยิ่งไม่มีความจำเป็นในการใช้ระบบจากคอมพิวเตอร์เลย เพราะมียอดขายที่ปริมาณน้อยมาก กิจการที่ไม่มีการใช้ระบบการขายด้วยคอมพิวเตอร์จึงจำเป็นต้องออกแบบรายงานขายและเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการขายด้วยตัวเอง ยกเว้นแต่รายงานสรุปยอดขายจริงที่ได้จากระบบคอมพิวเตอร์ของฝ่ายบัญชีเท่านั้น เพราะเป็นระบบที่บริษัทบัญชีมาวางระบบไว้ให้แล้ว อย่างไรก็ตามเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารระดับสูงควรทราบว่ากิจการจำเป็นต้องมีรายงานอะไรบ้างที่เกี่ยวกับงานขายซึ่งรายงานต่าง ๆ นี้จะถูกจัดทำขึ้นจาก 3 แหล่งงาน ดังนี้           1. รายงานการขายที่ถูกจัดทำขึ้นโดยฝ่ายบัญชี ประกอบไปด้วย                - รายงานประจำเดือนสรุปยอดขายสินค้าและบริการ                - รายงานประจำเดือนสรุปยอดขายสินค้าและบริการเรียงตามพนักงานขาย                - รายงานประจำเดือนสรุปยอดขายเรียงตามกลุ่มลูกค้า                - รายงานประจำเดือนสรุปยอดขายสินค้าเรียงตามสินค้า                - รายงานใบสั่งซื้อสินค้าที่ค้างส่งเรียงตามชื่อลูกค้า                - รายงานสรุปยอดคอมมิชชั่นเรียงตามพนักงานขาย                - รายงานวิเคราะห์ยอดขายเรียงตามเขตการขาย                - รายงานสรุปยอดขายรวมของปีปัจจุบัน และเปรียบเทียบกับยอดขายรวมในระยะเวลาเท่ากันของปีที่ผ่านมา           2. รายงานการขายถูกจัดทำขึ้นโดยพนักงานขาย ประกอบไปด้วย                - รายงานสรุปยอดขายประจำวันและประจำเดือน                - รายงานสรุปผลการเข้าพบและเยี่ยมลูกค้าประจำวันและประจำเดือน                - รายงานแผนการเดินทางพร้อมรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง                - รายงานแผนการเข้าพบลูกค้าประจำเดือน                - รายงานการเข้าพบลูกค้าใหม่และข้อมูลของลูกค้าใหม่ประจำวันและประจำเดือน                - รายงานปัญหาและข้อร้องเรียนต่าง ๆ           3. รายงานการขายถูกจัดทำขึ้นโดยผู้จัดการฝ่ายขาย ประกอบไปด้วย                - รายงานประจำเดือนสรุปยอดขายของฝ่ายขาย เรียงตามชื่อพนักงานขายเปรียบเทียบกับเป้าหมายและตัวชี้วัดต่าง ๆ ที่กำหนดไว้                - รายงานประจำเดือนสรุปยอดขายของลูกค้าใหม่และจำนวนรายของลูกค้าใหม่                - รายงานประจำเดือนสรุปค่าใช้จ่ายของฝ่ายขาย เรียงตามพนักงานขาย                - รายงานประจำเดือนวิเคราะห์และเปรียบเทียบยอดขายจริงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ของฝ่าย                - รายงานวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของฝ่ายขาย                - รายงานประจำเดือนวิเคราะห์ผลการดำเนินงานโดยรวมนำมาเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา                - รายงานอื่น ๆ ที่เหมาะสมเพื่อช่วยในการบริหารงาน           การจัดทำรายงานทั้งสามแหล่งงานนี้ ผู้จัดการฝ่ายขายต้องเป็นคนรวบรวมและสรุปผลการดำเนินงานของฝ่ายขายให้กับเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารระดับสูงทราบ โดยการนำรายงานขายทั้งหมดมาสรุปให้ดูง่ายขึ้นด้วยการวิเคราะห์เปรียบเทียบ ทั้งเป็นจำนวนตัวเลข, จำนวนเปอร์เซ็นต์ หรือจะจัดทำเป็นกราฟแท่ง หรือกราฟวงกลม เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น สำหรับกิจการที่มีระบบคอมพิวเตอร์รวบรวมตัวเลขทั้งหมด ให้และพนักงานขายก็มีหน้าที่เพียงกรอกข้อมูล (key in) ในระบบ จะทำให้ผู้จัดการฝ่ายขายทำรายงานเกี่ยวกับการขายได้ง่ายขึ้น การจัดทำเอกสารและรายงานเกี่ยวกับการขายก็เพื่อช่วยในการบริหารงานและวัดผลการดำเนินงานของฝ่ายขายนั่นเอง หากไม่มีการวางระบบเอกสารและจัดทำรายงานต่าง ๆ จะทำให้ผู้บริหารทราบสถานการณ์ได้ช้าลง และมีผลทำให้แก้ไขปัญหาไม่ทันการณ์ และยังไม่สามารถวัดผลการทำงานของพนักงานขายได้อีกด้วย การออกแบบรายงานการขายขึ้นอยู่กับความจำเป็นของกิจการแต่ละแห่ง การมีรายงานขายมากเกินไปก็ทำให้พนักงานขายยุ่งยาก และไม่มีเวลาไปขายสินค้า แต่หากไม่มีการทำรายงานเสียเลย ก็จะทำให้บริษัทไม่สามารถติดตามการทำงานของพนักงานขายคนนั้นได้ และเมื่อพนักงานคนนั้นลาออกจากบริษัทก็จะไม่มีข้อมูลที่พนักงานขายเคยติดต่อกับลูกค้า และไม่มีข้อมูลลูกค้าที่พนักงานขายได้ไปพบอีกด้วย