บทความและงานวิจัย

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

IDEA การทำธุรกิจ

  • 12
    12 2560
    มารู้จักกับ e-MarketPlace สำหรับขายของออนไลน์

              ถ้าจะพูดถึง e-MarketPlace เราต้องมาทำความรู้จักกับ e-Commerce กันก่อน e-Commerce มาจากคำว่า Electronic + Commerce หมายถึง การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือการซื้อขาย หรือพูดง่าย ๆ ก็เป็นการซื้อขายออนไลน์ผ่านเครือข่าย Internet นั่นเอง ซึ่งเราสามารถจำแนกได้ดังนี้           1. เปิดเว็บไซต์เอง วิธีนี้ดูน่าเชื่อถือที่สุด แต่ลงทุนสูงกว่าเพราะต้องมีค่าจดทะเบียน Domain Name ค่าเช่า Web Hosting ค่าจ้างออกแบบเว็บไซต์ รวมถึงต้องมี Admin ในการดูแลระบบ           2. ขายบน e-MarketPlace ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายกลางออนไลน์ เช่น lnwshop.com, Tarad.com, weloveshopping.com, Lazada.com เป็นต้น           3. ขายบน e-Classified เป็นเว็บที่ให้บริการประกาศซื้อหรือขายสินค้าและบริการได้ เช่น Kaidee.com เป็นต้น           4. ขายผ่าน Social Media เป็นการขายโดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เราใช้บริการอยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ให้เราสามารถเปิดร้านค้าได้เช่นกัน เช่น Facebook, Line, Instagram เป็นต้น           สำหรับตอนนี้เรามาดูรายละเอียดการขายบน e-MarketPlace เป็นการตลาดซื้อขายกลางบน Internet ถ้าจะเปรียบเทียบง่าย ๆ กับการขายทั่วไป ก็จะเทียบได้กับเราเป็นผู้ขายสินค้าที่เปิดหน้าร้านบนห้างสรรพสินค้านั่นเอง ซึ่งการทำแบบนี้จะมีค่าเช่า ค่าตบแต่ง ค่าพนักงานขาย ที่รวมแล้วแสนแพง ส่วน e-MarketPlace ส่วนใหญ่จะพยายามดึงให้ผู้ขายเข้ามาเปิดร้านจำนวนมาก ๆ ทำให้ค่าบริการถูกมาก หรือบางเว็บก็ไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังมีเครื่องมือในการตบแต่งร้านค้าให้สวยงามได้อีกด้วย โดยมีตลาดออนไลน์หลายที่ให้บริการอยู่ เช่น            สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวก่อนเปิดร้านบน e-MarketPlace           ก่อนที่เราจะเปิดร้าน จำเป็นต้องมีการเตรียมข้อมูลก่อน เพราะว่าหลังจากเปิดร้านแล้วก็ควรจะพร้อมขายในทันที ซึ่งข้อมูลโดยทั่วไปที่จำเป็นจะมีดังนี้           1. หมายเลขโทรศัพท์มือถือ เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนในการสมัครเพื่อเปิดร้าน และยังเป็นเบอร์ที่ใช้ต่อกับลูกค้าเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม          2. e-Mail Address เพื่อเป็นช่องทางการติดต่อในการสมัคร และลูกค้าติดต่อ          3. ชื่อของร้าน          4. รายละเอียดเกี่ยวกับร้าน          5. Keyword ที่จะใช้ในการค้นหาร้านของเรา          6. รูปภาพหน้าร้าน          7. ข้อมูลสินค้า ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ ชื่อ รายละเอียด รุ่น สี ขนาด ราคาขาย ระยะเวลาในการจัดส่ง จำนวนสินค้าคงเหลือ เป็นต้น          8. วิธีการชำระเงิน          9. วิธีการจัดส่ง          10. ช่องทางการติดต่อ ควรมีทั้งหมด เช่น ที่อยู่, เบอร์โทร, อีเมล, LINE ID, Facebook, IG          11. ทะเบียนการค้า (ถ้ามีจะดูหน้าเชื่อถือกว่า)           หลังจากได้เตรียมข้อมูลพร้อมแล้ว ให้เราเข้าไปที่หน้าเว็บไชต์ e-MarketPlace ที่เราต้องการ แล้วมองหาลิงค์สำหรับเปิดร้านค้าออนไลน์ฟรี แล้วทำตามขั้นตอนได้เลย

  • 12
    12 2560
    มารู้จักกับ Line@ สำหรับขายของออนไลน์

              ปกติแล้วเรามักจะมีการติดต่อสื่อสารทางสังคมออนไลน์อยู่เป็นประจำอยู่แล้ว และแอพพิลเคชั่นไลน์ก็เป็นแอพฯ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในขณะนี้ โดยมีจุดเด่นที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเพื่อนหรือ Add Friends กันได้ง่าย ๆ การแชดกันออนไลน์ในลักษณะทันที (Real Time) การส่งรูปสติ๊กเกอร์ รูปภาพ หรือจะโทรคุยผ่านไลน์ก็ยังทำได้ แต่ในการใช้งานในเชิงธุรกิจก็ยังมีปัญหาอยู่บ้าง โดยเฉพาะถ้าธุรกิจเราใหญ่โตขึ้น เช่น          1. เราต้องออนไลน์ตลอดเวลา ถ้ามีลูกค้าเยอะ ๆ ติดต่อเข้ามาตลอด 24 ชม. ลองนึกภาพดูนะครับว่าเราจะเหนื่อยแค่ไหน          2. การบริหารจัดการทั้งหมดต้องทำคนเดียว ซึ่งเป็นเรื่องยาก          3. มีข้อจำกัดด้านจำนวนเพื่อนหรือสมาชิกด้วย           ดังนั้นทางไลน์จึงได้ออกแอพพิลเคชั่นเสริมเพิ่มขึ้นมาเพื่อใช้ในการตอบโจทย์สำหรับคนที่แฟนคลับเยอะ ๆ (เช่น ศิลปิน ดารา เป็นต้น) หรือองค์การ/บริษัท ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้นั่นเอง แต่อาจจะมีค่าใช้จ่ายขึ้นบ้าง แต่เมื่อเทียบกับความสามารถที่ได้รับ เราจะเลือกอย่างไรว่าจะใช้ LINE หรือ LINE@           1. เราใช้ LINE ในเชิงของความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว คนรัก หรือถ้าเป็นธุรกิจ SME เล็ก ๆ สำหรับการเริ่มต้นค้าขายออนไลน์โดยมีลูกค้าไม่เยอะมากนักก็ยังพอได้           2. เราใช้ LINE@ ในเชิงของความสัมพันธ์ทางการ ที่มีสมาชิกเยอะ ๆ เช่น คู่ธุรกิจ ลูกค้า หรือแฟนคลับ เป็นต้น ตารางเปรียบเทียบแพ็กเกจของบริการ LINE@           หมายเหตุ หากต้องการข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ http://at.line.me/th/plan สรุปความสามารถที่เพิ่มขึ้นของ LINE@           - เพิ่มผู้ดูแล (Admin) ได้หลายคน ช่วยกันบริหารจัดการ เช่น คนนี้อัพสินค้า คนนั้นตอบคำถามลูกค้า หรือคนโน้นตอบเรื่องการจัดส่งเป็นต้น ทำให้งานไม่หนักจนเกินไป          - LINE จะจำกัดเพื่อนไว้ที่ 5,000 คน แต่ LINE@ ลูกค้าจะเพิ่มได้มากถึง 300,000 คน จนพ่อค้าแม่ค้าบางท่านต้องศึกษาเทคนิคเพิ่มจำนวน Follower กันเลยทีเดียว          - LINE@ สามารถตั้ง Greeting Message ได้เมื่อลูกค้าแอดมาจะเห็นข้อความต้อนรับที่ตั้วไว้ได้ทันที          - LINE@ ก็สามารถตั้ง Auto-reply ได้ เช่น กด 0 สอบถามเรื่องบริการต่าง ๆ หรือ กด 1 เพื่อสอบถามเรื่องการชำระเงิน เป็นต้น          - เลือกส่งข้อความแบบ Boardcast (ส่งทีเดียวหาหลายคน) ได้ทำให้การประชาสัมพันธ์ทำได้ง่ายขึ้น          - ส่ง E-Coupon ไปให้สมาชิกได้ เพื่อมอบสิทธิพิเศษหรือส่วนลด และกิจกรรมส่งเสริมการขายได้          - ส่ง Rich Message (ส่งภาพพร้อมลิ้งค์) ทำให้ดูน่าสนใจมากขึ้น ส่งผลให้มีคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรามากขึ้น          - สร้าง Poll&Survey สำรวจความคิดเห็นหรือความต้องการของลูกค้าได้ โดยมีแบบมาตรฐานให้เลือกมากมาย อีกทั้งสวยงามด้วย การสมัครใช้บริการ           หากสนใจใช้บริการ LINE@ เราก็ต้องทำการติดตั้งแอพพลิเคชั่น LINE@ ก่อนมีทั้งเวอร์ชั่นบน PC หรือเวอร์ชั่นบน Smart Phone ไม่ว่าจะเป็นระบบ iOS และ Android โดยให้คลิกที่ลิงค์ http://at.lineapp.me/registration/

  • 08
    12 2560
    ทำธุรกิจให้สำเร็จด้วยเทคนิค 3 ประการ

              ในการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันให้ประสบความสาเร็จนั้น ต้องอาศัย 3 เรื่องหลัก ๆ ที่สำคัญ ดังนี้           1. การรู้จักตลาด  อาทิ ตลาดขายอะไรก็อย่าไปขายในลักษณะคล้ายกัน และต้องรู้ว่าลูกค้าในตลาดนั้นขาดอะไร ทำไมลูกค้าต้องซื้อ โดยต้องเข้าใจเบื้องหลังของการซื้อ เนื่องจากทุกวันนี้ลูกค้าหรือผู้บริโภคมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป           2. การรู้จักตัวเอง  เหมือนที่ซุนวูกล่าวคือ “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” โดยที่ต้องรู้จุดแข็งของเราเอง โดยเทคนิคที่สังเกตได้ว่าเราเก่งอะไรคือ ให้มองจากมุมคนอื่นว่าเราทำอะไรได้ดีกว่าคนอื่น ซึ่งได้ยกตัวอย่าง บริษัท ฟูจิซึ ที่เคยล้มเหลวและพลิกฟื้นกลับมา โดยก่อนหน้านี้ทางฟูจิซึเองเป็นบริษัทผลิตวงจรขนาดเล็กที่ใส่ในกล้องถ่ายรูปชนิดฟิล์ม ต่อมาในยุคที่กล้องดิจิทัลเริ่มเข้ามาทำให้บริษัทล้มไป แต่แล้วบริษัทก็สามารถกลับมาฟื้นตนเองอีกครั้งด้วยการหาจุดแข็งที่ตนเองมี ซึ่งไม่ใช่การผลิตแผงวงจรให้กล้องถ่ายรูปแต่เป็นการควบคุมคุณภาพของวิศวกรในองค์กร จึงได้ทำเป็นบริษัทขายผักด้วยการเปลี่ยนโรงงานเก่ากล้องถ่ายรูปตนเองเป็นโรงเรือนของผัก โดยผักของบริษัทฟูจิซึเป็นผักที่มีคุณภาพและยังสามารถส่งไปยังผู้บริโภคได้อีกด้วย และนอกจากจะขายเพียงแค่ผัก ยังสามารถขายองค์ความรู้ด้านการควบคุมคุณภาพผักไปทั่วโลกได้อีกด้วย           3. ใช้เทคโนโลยี  ด้วยการเริ่มต้นเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าของเราเอง เก็บข้อมูลลูกค้า ช่วงเวลาที่ลูกค้าซื้อสินค้า เก็บข้อมูลคู่แข่ง แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อหากลยุทธ์ จุดที่สองต้องให้ระบบเข้ามาทำแทน เช่น พนักงานแคชเชียร์ เปลี่ยนเป็นผู้ที่ดูแลลูกค้า โดยระบบแคชเชียร์ดิจิทัลจะช่วยสร้างความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น เป็นต้น

  • 08
    12 2560
    3 สิ่งต้องรู้ ! กับการทำตลาดกลุ่ม Gen Z

              เผยผลการวิจัยผู้บริโภคต่อโฆษณาระดับโลก AdReaction ซึ่งเป็นการศึกษาแบบองค์รวมเกี่ยวกับ Gen Z ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ระบุ 3 สิ่งสำหรับบริษัทและนักการตลาดของไทย เพื่อเข้าถึงวัยรุ่นกลุ่ม Gen Z ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ           งานวิจัย AdReaction: Engaging Gen X, Y and Z study ได้ทำการสำรวจผู้บริโภคกว่า 23,000 คน ใน 39 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย และวิเคราะห์รูปแบบการบริโภคสื่อ ทัศนคติต่อโฆษณา และการตอบสนองต่อวิธีการนำเสนอที่สร้างสรรค์ เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมกับ Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักกลุ่มใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำการศึกษาเปรียบเทียบกับ Gen Y (อายุระหว่าง 20-34 ปี) และ Gen X (อายุระหว่าง 35-49 ปี) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้ Gen Z จะเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล แต่กลับเป็นกลุ่มที่แบรนด์เข้าถึงหรือสร้างการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ยากที่สุด           ทั้งนี้ ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีจำนวนมากถึงร้อยละ 18.3 ของประชากรไทยหรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 12.5 ล้านคน จากประชากร 2 พันล้านคนทั่วโลก การวิจัยนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ Gen Z ที่มีอายุระหว่าง 16-19 ปี ว่านับวันยิ่งจะทวีความสำคัญกับแบรนด์มากขึ้นในฐานะตัวบ่งชี้เทรนด์ของการสื่อสารโฆษณาในอนาคต           อย่างไรก็ตาม ผลวิจัย AdReaction ได้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสต่าง ๆ สำหรับบริษัทและนักการตลาดของไทย เพื่อเข้าถึงวัยรุ่นกลุ่ม Gen Z ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ โดยแบ่งเป็น 3 สิ่ง ดังนี้           1) ให้ความเคารพต่อพื้นที่ออนไลน์ของพวกเขา           ผู้บริโภคออนไลน์ Gen Z ไทย เป็นกลุ่มที่ไม่หลงเชื่อกับโฆษณามากนักเมื่อเทียบกับเจเนอเรชั่นอื่น ๆ ผลการวิจัยระบุว่า Gen Z ต้องการเป็นผู้กำหนดเองว่าจะรับชมหรือไม่รับชมโฆษณาออนไลน์เรื่องไหน มีทัศนคติเชิงบวกต่อโมบายแอพที่มีการสะสมคะแนนแลกรับของรางวัล (Mobile app reward) และวิดีโอโฆษณาที่สามารถกดข้ามไปได้ (ได้คะแนนมากถึงร้อยละ 53 และ ร้อยละ 34 ตามลำดับ) ในทางตรงกันข้าม รูปแบบของโฆษณาที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ชื่นชอบน้อยที่สุด คือ วิดีโอโฆษณา และหน้าต่างโฆษณาป๊อบอัพที่ไม่สามารถกดข้ามไปได้ (ได้คะแนนเพียงร้อยละ 6 และร้อยละ 5 ตามลำดับ)           2) หาแนวทางสร้างสรรค์และเหมาะสมกับผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม           ดนตรี เรื่องตลกขบขัน และเซเลบริตี้ เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ Gen Z เปิดรับโฆษณามากกว่ากลุ่มเจเนอเรชั่นอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การทำให้กลุ่ม Gen Z ในประเทศไทยพึงพอใจนั้นยากกว่ากลุ่มอื่น รูปแบบโฆษณาแบบเดียวที่สามารถดึงดูดความสนใจของกลุ่มนี้ได้ คือ โฆษณาที่มีการใช้เอฟเฟ็คต์พิเศษ อย่างเช่น ฉากแอกชั่น ฉากระเบิด หรือฉากอวกาศ ในขณะที่ Gen Y เป็นกลุ่มที่ชื่นชอบความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด โดยร้อยละ 53 มีความเห็นว่าดนตรีสามารถทำให้พวกเขาเปิดรับโฆษณาได้มากขึ้น ร้อยละ 55 ให้ความสนใจกับเรื่องตลกขบขัน ร้อยละ 34 ชื่นชอบเรื่องราวของคนดัง หากเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ Gen Z ซึ่งมีคะแนนร้อยละ 47 ร้อยละ 51 และ ร้อยละ 22 ตามลำดับ           3) ใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น           Gen Z เป็นกลุ่มที่มีการใช้งานโซเชียลมีเดียสูงมาก ทั้งในแง่ของระยะเวลาการใช้งานและจำนวนแพลตฟอร์มที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็น Facebook YouTube LINE Instagram และ Snapchat ตัวอย่างเช่น พบว่าร้อยละ 35 ของ Gen Z ในประเทศไทยนั้นได้เข้าใช้งาน Instagram จำนวนหลายครั้งต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับ Gen Y และ Gen X ที่มีเพียงร้อยละ 29 และ ร้อยละ 18 ตามลำดับ ในขณะที่ LINE เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม โดยร้อยละ 92 ของ Gen Z มีการใช้งานอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ (ที่มา: KTNS Connected Life)           หลังจากมีเจเนอเรชั่น X แล้วก็มี Y จากนั้นก็เป็น Millennials มาตอนนี้มาร์เกตเตอร์อย่างคุณต้องเริ่มหันมาสนใจ Gen Z เด็ก ๆ กลุ่มอายุน้อยกว่า 19 ปีที่กำลังจะเข้ามาเป็นผู้บริโภคกลุ่มใหม่ให้แก่แบรนด์ของคุณ เจเนอเรชั่นนี้เติบโตขึ้นมาพร้อมอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีเต็มขั้น พวกเขาคือดิจิตอลเนทีฟและเป็นประชากรกลุ่มที่จะรักแบรนด์ยากขึ้นไปอีกมากเพราะพวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายจริง ๆ           ต่อไปนี้เป็น 3 สิ่งที่แบรนด์ต้องเข้าใจเกี่ยวกับ ดิจิตอลเนทีฟกลุ่มนี้ ซึ่งจะกลายเป็นฐานลูกค้าสำคัญของคุณในอนาคต           1. พูดถึงโซเชียลมีเดียเหรอ ? สำหรับพวกเขามันคือ YouTube และ Snapchat กลุ่ม Gen Z อาจเป็นกลุ่มที่เก่งกาจเรื่องโซเชียลมีเดียมากที่สุดเท่าที่มาร์เกตเตอร์เคยรู้จักมา เนื่องจากมี Gen Z กว่า 81% ใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่ 93% เข้า YouTube อย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ และ 54% เข้าหลาย ๆ ครั้งในหนึ่งวัน Gen Z ยังใช้ทวิตเตอร์กว่า 26% Google+ 26% และ Instagram 17% ต่อสัปดาห์          2. กระตุ้นให้พวกเขาทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ประโยคว่า “พวกเราคือหนึ่งในคนที่พวกเรารอมาเนิ่นนาน” เป็นคำกล่าวที่สะท้อนความเป็น Gen Z ได้ดีที่สุด เพราะพวกเขาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้กลายเป็นคนกลุ่มประหยัดและมีแรงบันดาลใจในตัวเอง Sparks & Honey ระบุว่า 76% ของ Gen Z นั้น ต้องการเปลี่ยนงานอดิเรกของตัวเองให้กลายเป็นธุรกิจ พวกเขาไม่เคยคิดรอดีกรีมหาวิทยาลัยหรือประสบการณ์การทำงานสักสองสามปีก่อนเริ่มธุรกิจแบบรุ่นพ่อแม่หรอกนะ แล้วแบรนด์จะให้อะไรพวกเขาได้บ้าง ? ให้เครื่องมือพวกเขาในการเรียนรู้ ทำ หรือทดลองสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเขาเอง ลงวีดีโอแนว how-to หรือวีดีโอสอนสิ่งต่างๆ (33% ของเด็ก Gen Z ดูรายกายเหล่านี้ผ่านออนไลน์) และสร้างออนไลน์คอมมิวนิตี้เพื่อให้พวกเขาพูดคุยกัน DIY จะเป็นหัวใจหลักที่ให้ทุกคนเข้ามารวมตัวกันพร้อมคอมมิวนิตี้ การร่วมมือ และเกม !          3. ใช้การมาร์เกตติ้งแบบข้ามแพลตฟอร์มในการดึงดูดใจพวกเขา Gen Z เป็นช่วงอายุที่ชอบท่องโลกอินเตอร์เน็ตมากที่สุด ดังนั้น แบรนด์ก็ต้องเดินทางไปกับพวกเขาด้วย ฝึกปรือเทคนิคการนำโฆษณาข้ามช่องทาง และเพิ่ม Engagement ให้มากที่สุดด้วยรูปภาพและกิจกรรมต่าง ๆ จุดมุ่งหมายหลักคือการสร้าง Brand Awareness ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จำไว้ว่าคุณอาจงัดกลยุทธ์ต่าง ๆ มาเข้าหาพวกเขาแต่คีย์เวิร์ดก็ยังเป็นคำว่า “ต่อเนื่อง” เหมือนเดิมอยู่ดี           Gen Z ยังต้องการประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกและเชื่อมโยงได้ง่าย การสื่อสารของแบรนด์ต้องเข้าใจง่ายและสามารถแชร์ไปยังโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • 08
    12 2560
    10 กฎเหล็กการตลาดที่ต้องทำ ถ้าหวังจะประสบความสำเร็จบนโลกออนไลน์

              การทำการตลาดออนไลน์สำหรับมือใหม่ก็อาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ยากเกินความสามารถสุด ๆ แต่ขอบอกเลยค่ะว่าคุณคิดผิดแล้ว เพราะถ้าคุณตั้งใจจริงจังกับมัน ศึกษากฎหลักทั้ง 10 ข้อนี้ได้อย่างขึ้นใจ การตลาดออนไลน์จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แล้วมันจะช่วยสร้างลูกค้าให้ธุรกิจคุณ ดึงทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่า เข้ามาใช้บริการแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กฎข้อที่ 1  รับฟัง           ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ แค่อ่านคอมเมนท์ ฟังในสิ่งที่ลูกค้าพูดก็พอ รู้ให้ได้ว่าคอนเทนต์แบบไหนที่พวกเค้าชอบ ที่มันสำคัญกับเค้า แล้วต่อจากนั้นก็ค่อยทำคอนเทนต์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าขึ้นมาเองซะเลย กฎข้อที่ 2  โฟกัส           ขอให้คุณโฟกัสอยู่ที่โซเชียลมีเดียใดสักอันนึง ทำมันออกมาให้ดีที่สุด อย่าไปหวังเยอะ ว่าจะให้ทุกแพลตฟอร์มประสบความสำเร็จเหมือนกันหมด เพราะยูทูป เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม แค่ 3 ช่องทางนี้ก็มีความแตกต่างกันมากแล้ว ถ้ามัวแต่จะไปเจาะทุกอันให้ได้ จะทำให้เสียเวลาในการทำธุรกิจมากเกินไป ควรใส่ใจแค่อันที่เหมาะสมกับเราก็พอค่ะ กฎข้อที่ 3  คุณภาพ           การทำงานทุกชิ้นต้องคานึงถึงคุณภาพด้วย ต่อให้คุณมีคอนเทนต์เป็นหมื่น ๆ ก็ไม่สู้มีคอนเทนต์แค่หลักพัน แต่คนแชร์ คนอ่าน และคนพูดถึงคอนเทนต์นั้นเป็นแสนคน เพราะฉะนั้นจำไว้นะคะว่า คุณภาพ จำเป็นมากกว่าปริมาณ กฎข้อที่ 4  อดทน           ความสำเร็จจากการทำการตลาดออนไลน์มันไม่ได้เกิดขึ้นในแค่ข้ามคืนหรอกค่ะ ถ้าคอนเทนต์ของคุณมันไม่ได้ไวรัลขนาดนั้นจริง ๆ ดังนั้น หวังผลในระยะยาวดีกว่าค่ะ เพราะถ้าคุณทำทุกอย่างให้ดีได้ ติด SEO (ซึ่งต้องหวังผลในระยะยาวอยู่แล้ว) เดี๋ยวธุรกิจก็ดีขึ้นมาด้วยตัวของมันเอง กฎข้อที่ 5  อย่าคิดมาก           ถ้าคุณตั้งใจสร้างคอนเทนต์ดี ๆ ขึ้นมาสักอัน จนมันปังกระจายไปทั่ว เมื่อนั้นจะมีคนมาเอาคอนเทนต์ของคุณไปแชร์เพื่อหวังยอดไลค์จากกลุ่มของตัวเองแน่นอน แต่ไม่ต้องคิดมากนะคะ เพราะนี่ถือเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะถ้าเค้าดูคอนเทนต์คุณแล้วเกิดถูกใจ เค้าก็ต้องกลับมาสืบค้นให้ได้เองว่าคุณเป็นใคร ยิ่งถ้าคุณบอกไว้ในคอนเทนต์นั้นอย่างละเอียดถึงวิธีติดต่อด้วยแล้วล่ะก็ การที่คนเข้ามาแชร์ยิ่งทำให้ธุรกิจคุณโตไวสุดๆ เลยล่ะค่ะ กฎข้อที่ 6  ผู้มีอำนาจ           ลองใช้เวลาหาผู้ที่มีอำนาจบนโลกออนไลน์ เช่น เน็ตไอดอล บล็อกเกอร์ ที่ตรงกับธุรกิจของคุณ หรือที่คุณคิดว่าเค้าจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้ดูสิ คนพวกนี้เค้าจะมีผู้ติดตามเยอะ มีฐานแฟนคลับของเค้าอยู่ ถ้าคุณลองให้เค้าใช้บริการของคุณฟรี ๆ แล้วเค้าเกิดชอบ เค้าก็สามารถรีวิวให้ธุรกิจคุณได้ ทีนี้แหละกลุ่มแฟนคลับเค้าก็พร้อมจะเข้ามาเป็นแฟนคลับคุณแล้ว กฎข้อที่ 7  คุณค่า           การที่คุณมัวแต่เน้นจะขายของให้ได้นี่มันยิ่งจะทำให้คุณขายไม่ได้หนักเข้าไปใหญ่ เพราะเดี๋ยวนี้คนชอบคอนเทนต์ที่ครีเอทีฟ สร้างสรรค์ และสดใส เข้าถึงง่าย จับต้องได้ ดูแล้วอิน ดังนั้นลืมเรื่องฮาร์ดเซลไปได้เลยคะ หันกลับมามองเรื่องตรงนี้ก่อน หลังจากที่คุณสร้างคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ มีคุณค่ากับเค้าได้แล้ว เค้าจะหันกลับมาสนใจในสินค้าของคุณเองนั่นแหละ เชื่อสิ กฎข้อที่ 8  ติดต่อทุกคน           สมมติคุณมีลูกค้าประจำอยู่ในมือแล้ว แล้วอยากจะทำตลาดออนไลน์เพื่อหาลูกค้าใหม่เข้ามา ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า อย่าทิ้งลูกค้าเก่าเป็นอันขาด อะไรที่คุณจะทำบนโลกออนไลน์ คุณก็ต้องเสิร์ฟของเหล่านั้นให้ไปถึงมือเค้าด้วย เพราะการทำธุรกิจมันไม่แน่นอนหรอกค่ะ วันนี้เค้าเป็นลูกค้าประจำของเราอยู่ดี ๆ แต่วันนึงเค้าอาจจะได้รับอีเมล ได้รับไลน์จากคู่แข่งเราก็ได้ แล้ววันนั้นที่เค้าทิ้งเราไป คุณจะเข้าใจทันทีว่าทำไมต้องดูแลลูกค้าเก่าให้เท่าเทียมกับลูกค้าใหม่ กฎข้อที่ 9  เข้าถึงง่าย การจะประสบความสำเร็จบนโลกออนไลน์ได้ คุณต้องเข้าถึงให้ง่ายเข้าไว้ ไม่ใช่โพสต์คอนเทนต์เสร็จ ลูกค้าคอมเม็นท์อะไรก็หายไปเลย ไม่ตอบคำถาม ไม่ทำอะไรสักอย่าง แบบนี้จะทำคอนเทนต์ให้เสียแรงเปล่าทำไมล่ะคะ คุณต้องคอยสนทนา ทำให้คนที่ผ่านไปมาเห็นว่าคุณดูแลพวกเค้าดียังไง ใส่ใจทุกคำถามแค่ไหน และถ้าคุณหายออกจากชีวิตเค้าไปนาน ๆ ก็จะมีคู่แข่งคนใหม่ที่พร้อมเข้ามาแทนที่คุณเกิดขึ้น แล้วคนนี้แหละที่จะแย่งลูกค้าคุณไปซะหมด กฎข้อที่ 10  พึ่งพากัน           สมมติคุณเพิ่งเริ่มสร้างเพจเฟซบุ๊ก คุณก็อยากจะได้ยอดไลค์ไว ๆ ให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือใช่มั้ย ซึ่งการที่มีเพจใหญ่ ๆ มาแชร์คอนเทนต์คุณไป มันก็จะทำให้คนเห็นคุณมากขึ้น เข้ามากดไลค์ ซื้อสินค้า ใช้บริการคุณมากขึ้น แต่สิ่งนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นเลย ถ้าคุณไม่ทำแบบเดียวกันนี้ก่อน ดังนั้นเริ่มจากตัวเองเลยค่ะ ถ้าเจอคอนเทนต์ไหนดี มีประโยชน์ ก็แชร์ไปให้ลูกค้าเราดู พอเราทำคอนเทนต์ดี ๆ ออกมา เพื่อนร่วมธุรกิจเราเค้าก็อยากจะแชร์คอนเทนต์ของเราเอง นี่แหละค่ะคือการพึ่งพากันที่คนทำธุรกิจต้องรู้