บทความและงานวิจัย

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

IDEA การทำธุรกิจ

  • 14
    12 2560
    การใช้งาน Google Mail

              ในการทำงานในลักษณะออนไลน์บน Internet แล้ว การใช้งาน e-Mail ถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าเราจะเป็นผู้ซื้อ ผู้ขายสินค้า หรือจะสมัครที่จะใช้บริการอะไรก็แล้วแต่ในระบบออนไลน์ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ e-Mail เป็นข้อมูลพื้นฐานในการสมัครทั้งสิ้น โดยจำแนกออกเป็นกว้าง ๆ ได้ 2 แบบ           1. เป็น e-Mail ขององค์กร หรือบริษัทต่าง ๆ ที่มีเว็บไซต์และมีบริการ Mail Server โดยจะออกให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ขององค์กรเท่านั้น           2. เป็น e-Mail ฟรี ที่เปิดให้คนทั่วไปสามารถลงทะเบียนของ e-Mail ได้ ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันหลายค่าย ไม่ว่าเป็น Google, Yahoo, Hotmail เป็นต้น ข้อดีของการใช้ e-Mail          - สามารถรับหรือส่งได้ทุกที่และทุกเวลา          - มีความรวดเร็วส่งแล้วถึงเลย ทำให้ประหยัดทั้งเงินและเวลา          - สามารถส่งได้พร้อมกันหลายคน          - สามารถส่งในรูปแบบมัลติมีเดียได้          - สามารถแนบไฟล์ที่เป็นเอกสารส่งได้          - สามารถส่งต่อข้อมูลหรือตอบกลับได้ทันที          - มีการเก็บวันและเวลาในการส่งที่ชัดเจน สามารถค้นหาข้อมูลย้อนหลังได้รวดเร็ว ข้อเสียของการใช้ e-Mail          - ต้องมีการปรับตัวในการใช้งาน สำหรับคนรุ่นเก่าอาจจะมีปัญหาในการปรับตัวได้          - ต้องมีการจดจำรหัสผ่านและควรมีการเปลี่ยนรหัสผ่านเสมอ          - ถ้าถูกขโมยรหัสผ่าน หรือโดน Hack ก็อาจจะได้นำไปใช้ในเรื่องที่ไม่ถูกต้องโดยเราไม่รู้เรื่องได้          - ไม่สามารถเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงได้ อาจจะใช้ข้อมูลเท็จในการสมัครได้          - อาจมีโปรแกรมไวรัสติดมาพร้อมกับเอกสารแนบได้          - ถ้าเครือข่ายล่ม ก็ไม่สามารถใช้งานได้          - ถ้าข้อมูลใน mail box เต็ม ก็ไม่สามารถรับข้อมูลได้เช่นกัน การสมัครและใช้งาน Google Mail           สำหรับ Google Mail หรือ Gmail เป็นบริการอีเมลของบริษัท Google ซึ่งเราจะรู้จัดกันเป็นอย่างดี ในมุมของโปรแกรมค้นหาข้อมูลหรือ Search Engine โดยเป็นบริการฟรี ที่มีพร้อมกับพื้นที่ในการเก็บข้อมูล 15GB และโปรแกรมเสริมต่าง ๆ ใน Google Applications อีกหลายตัว แต่เราจะต้องลงทะเบียนใช้งาน Google Mail ก่อน จึงทำให้เป็นที่นิยมใช้บริการเป็นอย่างสูงในปัจจุบัน           ส่วนขั้นตอนการสมัครและใช้งานให้เราคลิกลิงค์ด้านล่าง เพื่อเข้าชมวิดีโอคลิป สอนการใช้ได้เลย

  • 13
    12 2560
    การสร้างจดหมายเวียน/Mail Merge บน MS-Word

              การทำจดหมายเวียนหรือที่เรียกว่า Mail Merge ถือได้ว่าเป็นงานในสำนักงานที่ต้องเจออยู่บ่อย ๆ เช่น การทำจดหมายเวียนถึงลูกค้าทั้งหมดเพื่อแจ้งข่าวสารหรือโปรโมชั่นก็ตาม โดยลักษณะจดหมาย จะมีข้อความส่วนใหญ่ที่เหมือนกัน ยกเว้นบางส่วนที่เป็น ชื่อ, ตำแหน่ง หรือที่อยู่ เป็นต้น ถ้าจำนวนลูกค้าที่ต้องส่งมีไม่มากก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเรามีฐานข้อมูลลูกค้าเป็นหลักร้อยขึ้นไป ก็ถือว่าเป็นงานใหญ่ที่ใช้เวลานาน และน่าเบื่อได้เช่นกัน           ดังนั้น โปรแกรมสำหรับพิมพ์เอกสารส่วนใหญ่จะมีความสามารถนี้อยู่ด้วย เช่น โปรแกรม MS-Word ไม่ว่าจะเป็น Version อะไร ก็สามารถทำจดหมายเวียนได้ โดยเราจะต้องจัดเตรียมข้อมูลเบื้องต้น ดังนี้          1. จดหมายต้นฉบับ พิมพ์เป็นไฟล์ Word ให้เรียบร้อย          2. ฐานข้อมูลลูกค้า เช่น ชื่อ, ตำแหน่ง หรือที่อยู่ เป็นต้น           จากนั้นจากนั้นก็ทำตามขั้นตอนง่าย ๆ ดังต่อไปนี้                      10. ถ้าต้องการให้แสดงตัวอย่าง ให้เราเลือกเครื่องมือคำสั่ง “แสดงตัวอย่างผลลัพธ์” จากนั้นให้ใช้เครื่องมือ “เสร็จสิ้นและผสาน” แล้วเลือกคำสั่ง “แก้ไขแต่ละเอกสาร”         11. จะปรากฏหน้าต่างผสานเป็นเอกสารใหม่ ให้เราเลือกเป็นทั้งหมด แล้วคลิกปุ่มตกลง          12. เราก็จะได้เอกสารที่ถูกผสานแล้วตามต้องการ จากนั้นก็ทำการบันทึกแล้วก็สั่งพิมพ์ ได้ตามต้องการ

  • 13
    12 2560
    Facebook ตลาดเงินล้านสำหรับ SME ตอนที่ 2 ข้อมูลพื้นฐานที่ต้องเตรียมก่อนสร้างเพจ

              ในการสร้างเพจสำหรับขายของออนไลน์บน Facebook ต้องมีการวางแผนหรือเตรียมการพอสมควร เพื่อให้การสร้างเพจเป็นไปได้อย่างดี โดยจะต้องมีการเตรียมพร้อม ดังต่อไปนี้          1. มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าจะขายอะไร กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร          2. จะสร้างเพจเดียวหรือหลายเพจดี          3. รายละเอียดของเพจ          4. รายละเอียดของสินค้าหรือบริการ          5. จะโปรโมตเพจด้วยวิธีใดบ้าง          6. เตรียมแผนรับสถานการณ์ ความคิดเห็นทั้งทางบวกและลบ          7. เราจะต้องสมัคร Facebook Profile           โดยในแต่ละหัวข้อล้วนแล้วแต่มีผลต่อความสำเร็จของ Facebook ของเราว่าจะเป็นไปได้ตามเป้าหมายที่ต้องการหรือไม่ โดยมีรายละเอียดดังนี้ มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ?           ควรกำหนดเป้าหมายของเพจให้ชัดเจนว่า เพจเรามีจุดประสงค์เพื่ออะไร ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าหรือการประชาสัมพันธ์ ถ้าเป็นธุรกิจส่วนใหญ่ก็จะเป็นการขายหรือหาผลกำไรนั่นเอง แต่บางทีการเน้นขายสินค้าอย่างเดียวก็อาจจะทำให้ขายยากก็ได้ น่าจะมีการให้ความรู้ที่เกี่ยวกับตัวสินค้าของเราประกอบด้วย โดยชี้ให้เห็นถึงประโยชน์หรือจะช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าได้อย่างไร เมื่อลูกค้าเข้าใจก็จะมีการซื้อของตามมาจะเป็นธรรมชาติมากกว่า          วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายว่าน่าจะเป็นใคร ช่วงอายุเท่าไร ผู้หญิงหรือชาย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีผลต่อการออกแบบเพจด้วย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือสีสันที่เลือก ข้อความหรือภาษาทางการตลาดที่นำเสนอออกไปต้องโดนใจกลุ่มเป้าหมาย จะสร้างเพจเดียวหรือหลายเพจดี           โดยทั่วไปในเราสามารถสร้างเพจได้มากกว่า 1 เพจ คือเท่าไหรก็ได้ ซึ่งก็มีข้อเสียที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าเราจะมองในมุมไหน เช่น             ♦ ถ้ามองในแง่การบริหารจัดการ เพจเดียวก็ทำได้ง่ายกว่าเปิดเพจมาก 5 เพจ ยกเว้นว่าจะมีผู้ดูแลมากกว่า 1 คน             ♦ จำนวนผู้เข้าชมหรือยอดการกด Like เพจเดียวก็จะมากกว่า หลายเพจตัวเลขก็จะกระจายแบ่งกันไป             ♦ มองในแง่วัตถุประสงค์การให้บริการ หลายเพจก็จะดีกว่าเพราะแยกหลายวัตถุประสงค์ได้ ทำให้การสื่อสารเป็นไปได้ตรงจุด             ♦ แต่สำหรับ SME เริ่มต้นไม่ต้องคิดมากสร้างเพจเดียวก่อน เอาไว้มีความชำนาญ มีสินค้าและบริการมากขึ้น หรือมีเจ้าหน้าที่มากขึ้นค่อยเพิ่มภายหลังก็ได้ รายละเอียดของเพจ           รายละเอียดของเพจก็เป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญทีเดียว และยังประกอบไปด้วยหลายส่วน ดังนี้             ♦ ชื่อเพจ ควรตั้งให้จดจำได้ง่ายและควรสื่อถึงสินค้าหรือบริการที่ทำด้วย เช่น ถ้าตั้งชื่อว่า HairCare ก็จะพอเดาออกว่าเป็นการให้บริการเรื่องเส้นผม เป็นต้น             ♦ รายละเอียดสำหรับติดต่อ ไม่ว่าจะเป็น ที่อยู่ เบอร์มือถือ อีเมล Line_ID Facebook_ID IG รวมถึง Location บน Google Map             ♦ ความเป็นมาหรือวัตถุประสงค์ของเพจ             ♦ รายละเอียดการสั่งสินค้า การชำระเงิน และการส่งสินค้า รายละเอียดของสินค้าหรือบริการ             ♦ ชื่อและรหัสสินค้า             ♦ รายละเอียดสินค้า             ♦ ราคาขาย             ♦ หน่วยนับ             ♦ จำนวนคงเหลือ จะโปรโมตเพจด้วยวิธีใดบ้าง ?           เราต้องมีการวางแผนว่าจะมีแนวทางการโปรโมตเพจของเราอย่างไรดี โดยมีทางให้เราเลือกได้ ดังนี้             ♦ ถ้าสร้างเพจครั้งแรกให้เราใช้วิธีเชิญ (Invite) เพื่อนที่อยู่ในบัญชีของหน้า Profile โดยให้เลือกเพื่อนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเพจ             ♦ ถ้าเชิญเพื่อนหมดแล้วก็สามารถซื้อโฆษณากับทาง Facebook ได้ โดยเราสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ตามต้องการ เช่น ช่วงอายุ อาชีพ เพศ การศึกษา เป็นต้น             ♦ ทำโปรโมชั่นเอง เพิ่มเอง เช่น ร้านอาหารก็มีการลูกค้า Check IN ให้ลูกค้าสแกน QR-Code เข้ามาที่หน้าเพจแล้วกดติดตาม กด Link กดแชร์ เราจะมีส่วนลดให้ 10% หรือ ถ้าลูกค้าถ่ายรูปตนเองกับสินค้าของเราแล้วเข้ามาที่หน้าเพจ จะมีรางวัลพิเศษให้ เป็นต้น ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยให้เป็นการสร้างกระแส และมีคนเห็นมากขี้นด้วย             ♦ นำ URL ของเพจไปฝากไว้ตามสื่อสังคมออนไลน์ ที่กลุ่มเป้าหมายชอบที่จะเข้าไปใช้บริการ เตรียมแผนรับสถานการณ์ ความคิดเห็นทั้งทางบวกและลบ           แน่นอนที่สุดบนสื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะ Facebook การเข้ามา Comment หรือให้ความเห็นต่าง ๆ มีอย่างกว้างขวาง ถ้าเป็นในแง่ดีก็ดีไป เพราะจะเป็นการโปรโมตเพจให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ลูกค้าใหม่ที่เข้ามาหาข้อมูลเกิดความมั่นใจขึ้น แต่ถ้าเป็นในแง่ลบ เช่น เข้ามาตำหนิการให้บริการที่ไม่พอใจ ก็อาจจะเป็นผลลบกับธุรกิจได้ ดังนี้ เราต้องมีคนคอยแก้ปัญหาให้รวดเร็ว ซึ่งต้องเตรียมการเรื่องเหล่านี้ด้วย เราจะต้องสมัคร Facebook Profile           ถ้าเรามีบัญชีของ Facebook อยู่แล้วก็ให้ Login เข้าไปได้เลย แต่ถ้าไม่เคยมีเราต้องสมัครก่อน ซึ่งข้อมูลที่สาคัญในการสมัครก็คือ เบอร์โทรศัพท์มือถือ บัญชีอีเมล และรูปภาพประจำตัว รูปภาพพื้นหลัง (ถ้ามี) จากนั้นก็ให้ทำตามขั้นตอน ดังนี้      

  • 12
    12 2560
    Facebook ตลาดเงินล้านสำหรับ SME ตอนที่ 1 แนวคิดในการทำตลาดด้วย Facebook

    ความเป็นมา           ถ้าจะพูดถึง Facebook จะหมายถึงบริการบนอินเทอร์เน็ตบริการหนึ่งในรูปแบบของ Social network คือ ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารและร่วมทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ในเรื่องที่สนใจ โพสต์รูปภาพ โพสต์คลิป วิดีโอ เขียนบทความ แชทคุยกันแบบออนไลน์ เล่นเกมส์ (เป็นที่นิยมกันอย่างมาก) และยังสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ผ่านแอพลิเคชั่นเสริมที่พัฒนาออกมาให้บริการมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น Facebook Page สำหรับหน้าร้านในการโปรโมทและขายสินค้าสำหรับ SME เป็นต้น           โดยผู้ก่อตั้งคือ Mark Zuckerburg ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 โดยตอนแรกเปิดให้เข้าใช้เฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเท่านั้น และก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งปัจจุบัน มีผู้ใช้งาน Facebook กว่า 1,860 ล้านราย และมีรายได้กว่า 17,928 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2559 และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากโฆษณา โดยมีธุรกิจที่จ่ายเงินค่าโฆษณาให้ Facebook จำนวน 4 ล้านราย SME จะใช้ประโยชน์จาก Facebook ได้อย่างไร ?           อย่างที่รู้กันว่าเรามีการใช้ Facebook ในรูปแบบของสื่อสังคมออนไลน์ มีการค้นหาเพื่อน และเพิ่มเพื่อนกันมากมายไม่ว่าจะเพื่อนสมัยประถม มัธยม ไม่ได้เจอกันมาหลายสิบปีก็สามารถกลับมาเจอกันได้บน Facebook และการการโพสต์สถานะ ความคิดเห็น มีการแชร์รูปภาพ หรือ Live กันสด ๆ ก็มี แทบจะพูดได้ว่าบางคนถึงเสพติดเลยทีเดียว โดยกิจกรรมของเราจะถูกแชร์ไปที่หน้า Facebook ของบรรดาเพื่อนที่เราได้เพิ่มเพื่อนเอาไว้ และถ้าเพื่อนของเรากดแชร์ ก็จะเป็นการแชร์ไปยังหน้า Facebook ที่เป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที ซึ่งทำให้มีคนเห็นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ           ดังนั้น ในการค้าขายเราสามารถเปิดร้าน (Page) บน Facebook ได้ จากนั้นก็ให้เราเชิญ (invite) เพื่อนเข้าเยี่ยมชมร้านของเรา ถ้าเพื่อนชอบใจหรือสนับสนุนก็จะกด Like เป็นการติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ของร้านเรา และถ้าเพื่อนกดแชร์ ก็จะเป็นแชร์ต่อไปที่เพื่อนของเพื่อน ด้วยวิธีนี้ทำให้คนเห็นร้านของเรามากขึ้น เพียงชั่วข้ามคืนอาจจะมีคนเห็นเป็นร้อยหรือพันก็ได้ และถ้าสินค้าเราโดนใจก็จะมีโอกาสขายได้มากขึ้นนั่นเอง เครื่องมือการตลาดบน Facebook แบบต่าง ๆ           โดยปกติแล้วการสมัคร Facebook เข้ามาครั้งแรกจะเป็นการใช้งานส่วนตัวทั่วไป ซึ่งหน้านี้เราจะเรียกว่า หน้า Profile และก็ยังมีอีกสองส่วนที่เราสามารถสร้างเพิ่มเติมขึ้นได้เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันคือ หน้า Group และ หน้า Page ถ้าดูภายนอกอาจจะคล้ายกันแต่ก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันอยู่บ้าง ดังนี้           1. หน้า Profile เป็นหน้าส่วนตัวเมื่อเราสมัครเข้ามาครั้งแรก (ถึงจะสามารถสร้างหน้า Group หรือ Page เพิ่มเติมได้) โดยจะเป็นการงานส่วนตัวปกติทั่วไป สำหรับบางคนก็อาจจะใช้หน้านี้ในการประยุกต์เพื่อค้าขายออนไลน์ได้เช่นกัน สำหรับจุดเด่นในหน้านี้ก็คือเยอะกว่าหน้าอื่น ๆ เช่น การตั้งค่าความเป็นส่วนตัว หรือสามารถค้นหาเพื่อน และส่งคำร้องขอเป็นเพื่อนได้ เป็นต้น           2. หน้า Group เป็นหน้าผู้ใช้งานแบบกลุ่ม เพื่อให้ผู้ใช้งานที่มีจุดประสงค์เดียวกันเข้ามาร่วมพูดคุยกัน มีกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารภายในกลุ่มเพื่อน ที่ทำงาน องค์กร เพื่อใช้เป็นกลุ่มกระจายข้อมูลข่าวสารได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ จุดเด่นคือความสามารถในการเพิ่มคนเข้ากลุ่ม หรือยกเลิกการเข้ากลุ่มก็สามารถทำได้ เป็นต้น           3. หน้า Page เป็นหน้าที่ออกแบบมาเพื่อให้ทำธุรกิจมากที่สุด จุดเด่นที่สำคัญก็คือสามารถเพิ่มเพื่อน หรือสมาชิกได้ไม่จำกัดจำนวน (ในขณะที่ Profile จะได้ไม่เกิน 5,000 รายชื่อ) และยังมีการเก็บข้อมูลของผู้เข้าชม ให้เราสามารถนำไปใช้งานทางด้านการตลาดได้ด้วย แต่ Page ไม่สามารถค้นหาและเพิ่มเพื่อนเองได้ ดังนั้น การที่จะหาคนมากด Like หรือขอเป็นสมาชิกจึงต้องใช้ความพยายามอยู่บ้าง             ดังนั้น สำหรับ SME ก็สามารถใช้เครื่องมือต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสม แต่ส่วนใหญ่ในการทำธุรกิจจะนิยมใช้เป็น Facebook Page ส่วนขั้นตอนการสร้างจะพูดถึงอีกที แต่ก่อนอื่นเราจะต้องเตรียมข้อมูลเบื้องต้น สำหรับสร้างเพจก่อน ซึ่งเราจะคุยรายละเอียดในตอนที่ 2

  • 12
    12 2560
    มารู้จักกับ lnwshop.com สำหรับร้านค้าออนไลน์

              LnwShop แอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป เรียกสั้น ๆ ได้ว่า "เทพช็อป" คือ ผู้ให้บริการร้านค้าออนไลน์ (เว็บไซต์สำเร็จรูป) ซึ่งเจ้าของร้านที่ต้องการเปิดร้านค้า เพียงสมัครสมาชิกและเข้าสู่ขั้นตอนเปิดร้านค้าฟรีเท่านั้น คุณก็สามารถมีเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ที่เป็นของตนเองได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ           สำหรับการเปิดร้านค้าออนไลน์บน lnwshop.com ก่อนอื่นเราต้องทำการลงทะเบียนก่อน โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้           3. คลิกที่ปุ่มสมัครสมาชิก           4. จากนั้นให้เราดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้                             ♦ รับ E-mail ยืนยันการสมัครสมาชิก                ♦ คลิกคำสั่งยืนยันการสมัครสมาชิก ในอีเมลที่ได้รับ                ♦ กลับมาที่ เว็บ LnwShop.com เพื่อทำการเข้าสู่ระบบ (Login)                ♦ สิ้นสุดการสมัครสมาชิก ขณะนี้คุณสามารถ Login เข้าสู่ระบบได้แล้ว ขั้นตอนการเปิดร้าน             จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนของการเปิดร้านค้า โดยจะประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้           ขั้นตอนที่ 1             ในขั้นตอนนี้ ให้เราใส่ข้อมูลของร้าน (Shop Information)          - ใส่รูปประจำร้าน          - ชื่อร้านค้า          - URL ร้านค้า          - รายละเอียดโดยย่อ          - ข้อมูลรายละเอียดที่อยู่ของร้านค้าเพิ่มเติม           ขั้นตอนที่ 2           ส่วนขั้นตอนนี้เป็นการเลือกรูปแบบ Template ของหน้าร้านของเรา           ขั้นตอนที่ 3           ขั้นตอนสุดท้าย ให้คุณตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลและรูปแบบเว็บไซต์ร้านค้าของคุณ พร้อมอ่านข้อตกลงการใช้งานในการใช้ร้านค้าออนไลน์ จากนั้นให้กดปุ่ม "เปิดร้านค้าออนไลน์" ขั้นตอนการจัดการร้านค้า             หลังจากที่เปิดร้านค้าออนไลน์ได้แล้ว เราก็จะสามารถเข้าสู่หน้าร้านค้าของเราในเว็บ lnwshop.com ได้ดังรูปด้านบน สำหรับขั้นตอนการจัดการร้านค้า แบ่งการจัดการออกเป็น 2 ส่วน คือ           1. การตกแต่งร้านค้า เป็นการดำเนินการดังต่อไปนี้                ♦ เพิ่มเนื้อหา เช่น สินค้าใหม่, ขายดี                ♦ ปรับเลื่อนตำแหน่งเนื้อหาต่าง ๆ ในเว็บ                ♦ เพิ่ม Widget เช่น สถิติ Track&Trace                ♦ เปลี่ยนกรอบรูปสินค้า                ♦ เปลี่ยนป้ายโชว์สินค้า เช่น New Hot                ♦ เปลี่ยนรูปแบบ Template เว็บ           2. หลังร้าน เป็นการดำเนินการดังต่อไปนี้ (จะมีเพียงเจ้าของร้านเท่านั้นที่เห็น)              ♦ ใช้สำหรับจัดการสินค้า              ♦ รายการสั่งซื้อ              ♦ การชำระเงินต่าง ๆ ระบบการยืนยันตัวเองของร้านค้า           นอกจากนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นสำหรับผู้ซื้อ lnwShop จึงมีระบบการยืนยันตัวเอง (Verify) โดยให้มีการส่งเอกสารเพิ่มเติมแล้วจัดประเภทของร้านค้า ดังนี้          1. ไม่ได้ลงทะเบียน          2. ระดับ 1 ยืนยันเจ้าของ - สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของร้านหรือหนังสือรับรองบริษัทที่เป็นเจ้าของร้าน          3. ระดับ 2 ยืนยันบัญชีธนาคาร - สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร ทุกธนาคารที่ลงไว้ในร้าน          4. ระดับสูงสุด ยืนยันผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ - สำเนาหนังสือจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์