การขายและการตลาด

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ปี 2560

ข้อมูลพื้นฐาน

    ไทยมีความได้เปรียบด้านตำแหน่งที่ตั้งจากการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน มีตลาดในประเทศขนาดใหญ่ มีซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง ผนวกกับรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน จึงดึงดูดให้ค่ายรถยนต์ชั้นนำของโลกขยายกำลังการผลิตในไทยอย่างต่อเนื่องโดยค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ซึ่งมีปริมาณการผลิตและยอดขายรถยนต์คิดเป็นสัดส่วนกว่า 75% ของตลาด ได้วางตำแหน่งให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพ 1 ตัน และรถอีโคคาร์เพื่อส่งออกนอกจากนี้ ค่ายรถยนต์จีนและยุโรปยังให้ความสำคัญกับการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ และรถยนต์หรูในไทยมากขึ้น

    ในปี 2558 การผลิตรถยนต์ในไทยมีจานวน 1.92 ล้านคัน เป็นอันดับ 12 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน (ที่มา: OICA) จากกำลังการผลิตรถยนต์ประมาณ 3.66 ล้านคัน (รวมกำลังการผลิตตามแผนการลงทุนตามประกาศของค่ายรถ)

    รถปิกอัพ 1 ตัน ปัจจุบันมีสัดส่วนการผลิต 50-55% ของยอดผลิตรถยนต์ทั้งหมด ถือเป็น Product Champion อันดับแรกของไทย มีค่ายรถสำคัญเข้ามาลงทุนในไทยเพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิต เพื่อส่งออก ได้แก่ Toyota, Mitsubishi, Isuzu, GM, Ford และ Nissan

    รถยนต์นั่ง ปัจจุบันมีสัดส่วนการผลิต 45-50% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด โดยผลิตภัณฑ์ที่เติบโตโดดเด่น คือ รถอีโคคาร์ที่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ

    รถยนต์เพื่อการพาณิชย์อื่นๆ ประกอบด้วย รถบรรทุก รถโดยสาร และรถตู้มีสัดส่วน 1-2% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด

    อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยพึ่งพาตลาดส่งออกมากขึ้นเป็นลำดับ และนับจากปี 2551 ตลาดส่งออกเริ่มมีบทบาทสูงกว่าตลาดในประเทศ โดยมีตลาดส่งออกสำคัญอยู่ในภูมิภาคใกล้เคียง อาทิ อาเซียน ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม โครงสร้างตลาดของรถยนต์ที่ผลิตในไทยมีความแตกต่างกันในแต่ละประเภท โดยรถยนต์นั่งมีการส่งออกประมาณ 50-60% ของปริมาณการผลิต รถปิกอัพ 1 ตันมีสัดส่วนส่งออก 55-65% ส่วนรถเพื่อการพาณิชย์อื่นๆ มีสัดส่วนส่งออกเพียง 35-40%

สถานการณ์ที่ผ่านมา

    อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยถือว่ามีการเติบโตต่อเนื่องตามทิศทางเศรษฐกิจ ปริมาณการผลิตรถยนต์ของไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (ปี 2543-2553) ขยายตัวเฉลี่ย 12% ต่อปี ซึ่งหลักๆ เป็นผลจากการขยายตลาดส่งออกตามนโยบาย ของค่ายรถ (ขยายตัวเฉลี่ย 22% ต่อปี) อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภาวะ อุตสาหกรรมรถยนต์ค่อนข้างผันผวนจากปัจจัยเฉพาะเจาะจงในอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถ อธิบายได้เป็น 3 ช่วงเวลา ดังนี้

    ปี 2554 : เผชิญปัญหา Supply Chain Disruption จากภัยพิบัติธรรมชาติถึง 2 ครั้ง คือ สึนามิในญี่ปุ่น (มี.ค.2554) และอุทกภัยครั้งใหญ่ในไทย (ต.ค.2554) ส่งผล ให้การผลิตรถยนต์ของไทยหดตัวจากปัญหาขาดแคลนชิ้ นส่วนรถยนต์รุนแรง โดย ปริมาณการผลิตหดตัวอย่างมาก มีระดับใกล้เคียงปี 2551

    ปี 2555-2556 : ปีทองของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ผลจากความต้องการที่คั่งค้าง (Pend-up Demand) มาจากช่วงน้ำท่วมปลายปี 2554 และอานิสงส์ ของโครงการรถยนต์คันแรก มีผลให้ความต้องการซื้อรถยนต์ในประเทศสูงผิดปกติ มียอดจาหน่าย 1.43 ล้านคัน และ 1.33 ล้านคัน ในปี 2555 และ 2556 ตามลำดับ กอปรกับนโยบายขยายตลาดส่งออกของค่ายรถยนต์มีผลให้ยอดส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้นเป็ นกว่า 1 ล้านคัน นับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา และการผลิตรถยนต์ของไทยสูงผิดปกติอยู่ที่ 2.45 ล้านคัน ในปี 2555 และ 2.46 ล้านคันในปี 2556

    ปี 2557-2558 : ตลาดในประเทศทรุดหลังสิ้นสุดโครงการรถคันแรก การดึงดีมานด์ในอนาคตมารวมไว้ภายในช่วงเวลาของโครงการรถคันแรก มีผลให้ภาระหนี้ ครัวเรือนพุ่งขึ้นสูง และกดดันให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศทรุดตัวรุนแรง ทันทีหลังสิ้นสุดโครงการฯ โดยยอดจำหน่ายรถยนต์ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 8-9 แสนคันต่อปี เทียบกับ 1.3-1.4 ล้านคันต่อปี ในช่วงที่มีโครงการฯ และยอดผลิต ลดลงมาอยู่ที่ 2 ล้านคันต่อปี เมื่อเทียบกับ 2.4 ล้านคันต่อปี ในช่วงก่อนหน้า

    สำหรับสถานการณ์อุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2558 ปริมาณผลิตรถยนต์อยู่ที่ 1.91 ล้านคัน ขยายตัว 1.76% YoY โดยตลาดที่หนุนการเติบโตคือตลาดส่งออกมี ปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ 1.20 ล้านคัน มูลค่า 17,585.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 6.81% YoY และ 5.31% YoY ตามลำดับ โดยมูลค่าส่งออกรถยนต์นั่งทำสถิติสูงสุดถึง 9,180 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น52.96% YoY เนื่องจากมีการขยายตลาด ส่งออกรถอีโคคาร์ไปยุโรป และสหรัฐฯ นอกจากนี้ ตลาดออสเตรเลียมีความต้องการนำเข้ารถยนต์นั่งมากขึ้น หลังฐานการผลิตรถยนต์นั่งในประเทศทยอยปิดตัว ส่วนรถเพื่อการพาณิชย์มีมูลค่าส่งออก 8,405.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 21.42% YoY ซึ่งเป็นไป ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ประกอบกับการส่งออกรถปิกอัพหดตัวลง ผลจากผู้ส่งออกหลัก คือ โตโยต้าลดสายการผลิตรถรุ่นเดิมเพื่อรอเปลี่ยนโมเดลใหม่

    ส่วนตลาดในประเทศในปี 2558 ได้รับผลกระทบจากโครงการรถคันแรก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ผนวกกับเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่ำจากปัญหาราคาสินค้า เกษตรตกต่ำและการส่งออกที่หดตัว มีผลให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ต่ำสุดในรอบ 3 ปี อยู่ที่ 8.0 แสนคัน ลดลง 9.32% YoY (ในส่วนของรถยนต์นำเข้ามีมูลค่า 1,489 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 20.54% YoY) อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีความต้องการรถยนต์เร่งขึ้นก่อนปรับขึ้นราคารถยนต์ตามการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตที่จะมีผลบังคับ ใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2559

    รถยนต์นั่ง มียอดจำหน่าย 2.99 แสนคัน หดตัว 19.07% YoY โดยยอดจำหน่าย รถยนต์นั่งขนาดเล็ก (รวมอีโคคาร์) และรถยนต์นั่งเครื่องยนต์ 2,001-3,000 cc. ลดลง 16.7% YoY และ 12.9% YoY ตามลำดับ ส่วนรถยนต์นั่งเครื่องยนต์ 1,801-2,000 cc. เติบโต 12.8% YoY ผลจากค่ายรถปรับโฉมและเปิดตัวรถยนต์รุ่น ใหม่เพื่อกระตุ้นตลาด โดยเฉพาะค่ายรถรองอย่างมาสด้าและซูซูกิ ขณะที่รถยนต์นั่งเครื่องยนต์มากกว่า 3,000 cc. เติบโต 10.4% YoY ตามการขยายตัวต่อเนื่องของตลาดรถยนต์หรูค่ายยุโรป

    รถปิกอัพ 1 ตัน มียอดจำหน่าย 3.89 แสนคัน ลดลง 7.63% YoY เนื่องจากราคา สินค้าเกษตรตกต่ำกระทบกาลังซื้อของเกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ประกอบกับในช่วงครึ่งปีแรกยอดขายหดตัวรุนแรง เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนรอการเปิดตัวรถโมเดลใหม่ของ Toyota (เปิดตัวเดือน พ.ค. 2558)

    รถเพื่อการพาณิชย์อื่นๆ เติบโต 22.39% YoY หรือมีจำนวน 1.12 แสนคัน โดย ความต้องการรถเพื่อการบรรทุกขยายตัวดีจาก 1) ความคืบหน้าของโครงการลงทุน ภาครัฐและการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และ 2) ความต้องการรถโดยสารเติบโตตามการท่องเที่ยวไทยที่ยังเติบโตดี

แนวโน้มอุตสาหกรรม

    คาดอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยในปี 2559 จะเติบโตในอัตราต่ำก่อนที่จะกลับมาขยายตัวเร่งขึ้นในปี 2560-2561 โดยในปี 2559 มียอดผลิตอยู่ที่ 1.95-2.01 ล้านคัน หรือขยายตัวเพียง 2-5% YoY และจะขยายตัวเร่งขึ้น 6-8% YoY และ 8-10% YoY ในปี 2560 และ 2561 หรือมียอดผลิตที่ 2.1-2.14 ล้านคัน และ 2.3-2.33 ล้านคัน ตามลำดับ

    ปี 2559 คาดตลาดรถยนต์ในประเทศจะยังหดตัวต่อเนื่อง 3-5% YoY โดยยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 0.76-0.78 ล้านคัน สาเหตุจาก 1) ผลของโครงการรถยนต์คันแรก และการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตที่มีผลดึงดีมานด์รถยนต์ไปแล้วบางส่วน 2) ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 3) ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและปัญหาภัยแล้ง และ 4) สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม การส่งออกรถยนต์ในปี 2559 จะยังเป็นปัจจัยหนุน คาดขยายตัว 7-9% YoY หรือมีปริมาณ 1.29-1.31 ล้านคัน ผลจาก 1) การผลิตรถปิกอัพที่มีการเปลี่ยนรุ่นส่งออกได้มากขึ้นและ 2) การส่งออกรถยนต์นั่ งขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ PPV ที่มีการเปลี่ยนโมเดลใหม่ได้เพิ่มขึ้น

    ปี 2560-2561 คาดตลาดรถยนต์ในประเทศจะกลับมาเป็นบวก โดยจะขยายตัว 3-5% YoY และ 5-8% YoY ตามลำดับ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรถยนต์ที่ซื้อในช่วงโครงการรถยนต์คันแรกมีอายุ 5 ปี จะพ้นกำหนดห้ามซื้อขายตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป ซึ่งอาจมีผลให้ผู้บริโภคบางส่วนตัดสินใจเปลี่ยนรถใหม่ กอปรกับคาดว่าภาวะเศรษฐกิจในประเทศจะดีขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ตลาดส่งออกยังได้ อานิสงส์ของ AEC และแผนการส่งออกรถอีโคคาร์ตามเงื่อนไขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มีผลให้คาดการณ์การส่งออกเติบโตเร่งขึ้นอยู่ที่ 8-10% YoY และ 10-12% YoY ในปี 2560 และ 2561 ตามลำดับ

    ทั้งนี้ในปี 2560 คาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ จะมีการส่งออกรถยนต์จะอยู่ที่ 1.22 ล้านคัน ส่วนยอดขายในประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.8 แสนคัน ที่ได้อานิสงส์จากรถยนต์ในโครงการรถคันแรกจะครบอายุการถือครองในช่วงกลางปี 2560 คาดว่าจะมียอดซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้นประมาณ 1-2 หมื่นคัน และจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามมาอีกมาก เนื่องจากรถยนต์ในโครงการรถคันแรกมีกว่า 1.25 ล้านคัน และในจำนวนนี้คาดว่าจะเปลี่ยนรุ่นใหม่ 10-20 % หรือประมาณ 1.25-2.5 แสนคัน ส่วนจะเป็นไปตามที่คาดการณ์หรือไม่นั้น ก็จะต้องติดตามราคาสินค้าเกษตรว่าจะกลับมาตกต่ำหรือไม่ รวมถึงหนี้ครัวเรือนและสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อด้วย

    ในช่วง 10 เดือนของปี 2559 (ม.ค.-ต.ค.59) มียอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 1,003,918 คัน ลดลงร้อยละ 1.25 จากระยะเวลาเดียวกันในปีก่อน มูลค่าการส่งออก 534,366.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.72 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    โดยจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือน ม.ค.-ต.ค.59 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,637,841 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.55 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และตั้งแต่เดือน ม.ค.-ต.ค.59 ตลาดรถยนต์ในประเทศมียอดขาย 617,159 คัน ลดลงร้อยละ 0.7 จากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน

    ยอดการผลิตรถยนต์ในปี 2559 จะได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 2 ล้านคัน ส่วนยอดส่งออกรถยนต์ในปีนี้คาดว่าจะได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 1.22 ล้านคันเช่นกัน

    ในปี 2560 คาดว่าการส่งออกรถยนต์จะอยู่ที่ 1.22 ล้านคัน ส่วนยอดขายรถยนต์ในประเทศจะเพิ่มเป็น 7.8 แสนคัน อย่างไรก็ตาม คาดว่ายอดขายภายในประเทศปี 2560 จะเพิ่มสูงกว่าปี 2559 เนื่องจากรถยนต์ในโครงการรถคันแรงจะครบอายุการถือครอง 5 ปี ในช่วงกลางปี 2560 ซึ่งคาดว่าจะมียอดซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้นประมาณ 1-2 หมื่นคัน และจะค่อยๆ ทยอยเพิ่มขึ้นตามมาอีกมาก เพราะรถยนต์ในโครงการรถคันแรกมีกว่า 1.25 ล้านคัน และในจำนวนนี้คาดว่าจะเปลี่ยนรถรุ่นใหม่ร้อยละ 10-20 หรือประมาณ 1.25 – 2.5 แสนคัน