การขายและการตลาด

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

แนวโน้มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

    สถานการณ์อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มช่วงมกราคม – พฤศจิกายน 2559 ในกลุ่มสิ่งทอ พบว่า ตลาดที่ขยายตัวดี คือ ประเทศพม่า มีการขยายตัวร้อยละ 10 สอดคล้องกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมตัดเย็บเครื่องนุ่งห่มในประเทศพม่า กลุ่มเส้นใยยังขยายตัวในตลาด จีนและตุรกี การส่งออกเส้นด้ายขยายตัวในตลาดเกาหลี สำหรับผ้าผืนยังขยายตัวได้ดีในตลาดกัมพูชา

    ในส่วนของตลาดส่งออกเครื่องนุ่งห่ม ตลาดจีน ยังคงเป็นตลาดที่มีอัตราการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 30 แสดงว่าสินค้าเครื่องนุ่งห่มไทยได้รับความนิยมจากผู้บริโภคจีนดีพอสมควรมูลค่าการส่งออกสิ่งทอเทคนิค ไทยมีการส่งออก 1,075 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 2.1 โดยเป็นผลมาจากการขยายตัวของการส่งออกสิ่งทอเกษตร ไปยังประเทศพม่า ญี่ปุ่นและเวียดนาม และการส่งออกสิ่งทอเทคนิคอื่นๆ ได้แก่ ผ้า Non-Woven และด้ายทนแรงดึงสูง

    ดุลการค้าระหว่างประเทศของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ไทยเกินดุลการค้าสะสมในช่วง มกราคม – พฤศจิกายน อยู่ที่ระดับ 1,871 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สภาวะตลาดภายในประเทศ การบริโภคภายในประเทศยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะชะลอลง โดยในไตรมาสสาม มูลค่าการบริโภคเครื่องนุ่งห่มรองเท้าและเครื่องหนังมีมูลค่า 85,479 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากตัวเลขดัชนีค้าปลีกในหมวดนี้ที่จัดทำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า มีการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะชะลอตัวลงในช่วง สิงหาคมถึงกันยายน โดยในเดือนกันยายนดัชนีค้าปลีกเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนังและรองเท้าขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 8

    อุตสาหกรรมสิ่งทอในปี 2560 คาดว่า ตลาดในประเทศน่าจะได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ประกอบกับความต้องการเสื้อผ้าสีดำที่ขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2559 การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เป็นต้น ส่วนแนวโน้มการส่งออก คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นตามเศรษฐกิจโลกที่น่าจะฟื้นตัวได้แข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะในตลาดอาเซียน ประกอบกับการส่งออกผ้าผืนไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่ขยายตัวได้ดี รวมถึงผู้ประกอบการมีการปรับปรุงคุณภาพของผ้าผืนให้มีคุณภาพดีขึ้น และสามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น

    ภาพรวมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม (การ์เม้นท์) ปี 2559 ปรับตัวดีขึ้นเป็นบวกในรอบ 2 ปี ซึ่งภาพรวมทั้งปีนี้คาดว่าจะติดลบน้อยลงอยู่ที่ร้อยละ 1 - 2 มีมูลค่าประมาณ 2,500 - 2,550 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากเดิมที่ติดลบประมาณร้อยละ 7 - 11 นอกจากนี้ จะได้รับอานิสงส์จากการส่งออกของนักลงทุนไทยกว่า 35 โรงงาน ที่ไปขยายฐานการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV และอินโดนีเซีย เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ และผลิตส่งออกไปยังประเทศที่ 3 โดยเฉพาะตลาดหลักในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป มีมูลค่าการส่งออกในกลุ่มนี้กว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ปี 2560 อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยยังมีแนวโน้มที่จะหันไปลงทุนยังประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเวียดนาม โอกาสการส่งออกจะเติบโตระดับร้อยละ 2-3 หากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามีการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญและเมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยภายในปี 2559 จะทำให้เงินทุนไหลออกอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงและเป็นปัจจัยให้การส่งออกเพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจจีนแม้จะไม่เติบโต แต่ก็คาดว่าจะหยุดการชะลอตัวลงทำให้ภาพรวมจีนทรงตัวเช่นเดียวกับญี่ปุ่น ส่วนสหภาพยุโรป (อียู) ยังต้องติดตามความชัดเจนกรณีอังกฤษจะออกจากการเป็นสมาชิกอียู (Brexit) อีกครั้ง

    ปัจจัยเสี่ยง : จีนและไต้หวันเข้าไปลงทุนในสิ่งทอต้นน้ำในเวียดนาม อาจทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าจากไทยลดลง โดยเฉพาะสินค้าเส้นด้าย ผ้าผืน เป็นต้น

แนวโน้มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มใน AEC

    เมื่อประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียนับเป็นมหาอํานาจในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่มห่มในอาเซียน เป็นต้นว่า ในปี 2544 อินโดนีเซียส่งออก 6.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มากเป็นอันดับ 10 ของโลก รองลงมา คือ ไทย 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ อันดับที่ 12 ของโลก และเวียดนาม 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ อันดับ 17 ของโลก

    แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก เวียดนามได้พัฒนาตนเองอย่างรวดเร็วและก้าวขึ้นเป็นผู้นําในอาเซียน โดยในปี 2556 เวียดนามส่งออก 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ มากเป็นอันดับ 7 ของโลก และมีแนวโน้มว่าในปี 2557 จะแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นผู้ส่งออกอันดับ 6 ของโลก รองลงมา คือ อินโดนีเซีย ส่งออก 12.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ รั้งอันดับ 10 ของโลก ไทย 7.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนกัมพูชากําลังเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ แม้ในปี 2556 ส่งออกต่ำกว่าไทย คือ 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่มูลค่าส่งออกเติบโตรวดเร็วมาก ดังนั้น คาดว่าจะแซงหน้าไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แนวโน้มในอนาคตของเวียดนามดีมาก ปัจจุบันแข็งแกร่งมากในตลาดเครื่องนุ่งห่ม ของสหรัฐฯ ครองส่วนแบ่งตลาดมากถึง 10% มากเป็นอันดับ 2 รองจากจีนที่ครองตลาด 36 ขณะที่ผู้ส่งออกในเออีซี ครองตลาดสหรัฐฯ มากรองลงมา คือ อินโดนีเซีย 6.2% กัมพูชา 3.1% ฟิลิปปินส์ 1.4% ส่วนไทยมีส่วน แบ่งค่อนข้างน้อย คือ เพียงแค่ 1.35%

    แต่ความสามารถในการแข่งขันของเครื่องนุ่งห่มเวียดนามในตลาดสหภาพยุโรปในระยะที่ผ่านมายังไม่แข็งแกร่งนัก โดยครองตลาดเป็นอันดับ 5 ส่วนแบ่งตลาดเพียง 2.75% ผู้ส่งออกเออีซีที่มีส่วนแบ่งตลาด รองลงมา คือ กัมพูชา 2.5% อินโดนีเซีย 1.8% ส่วนไทยมีส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างน้อย คือ เพียงแค่ 0.8% ขณะที่ฟิลิปปินส์ 0.2% สําหรับในอนาคตโอกาสส่งออกสิ่งทอเวียดนามไปยังตลาดสหภาพยุโรปมีแนวโน้ม สดใสขึ้นมาก เนื่องจากสหภาพยุโรปกําหนดจะตัด GSP ที่ให้กับประเทศที่มีรายได้ปานกลาง นับตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป ขณะที่ประเทศที่มีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจต่ำกว่า ซึ่งรวมถึงเวียดนาม จะได้สิทธิพิเศษ GSP ต่อไปอีกในอนาคต ขณะเดียวกันการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรปคาดว่าจะเจรจาแล้วเสร็จภายในกําหนด คือ สิ้นปี 2557 จะยิ่งทําให้สิ่งทอของเวียดนามได้เปรียบมากขึ้นไปอีกในตลาดสหภาพยุโรป เนื่องจากไม่ต้องเสียอากรขาเข้าแต่อย่างใด

    นอกจากนี้ เวียดนามยังครองตลาดเครื่องนุ่งห่มในเกาหลีใต้เป็นอันดับ 2 ส่วนแบ่งมากถึง 24.2% รองจากจีนที่มีส่วนแบ่ง 43.2% ทั้งนี้ การเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างเวียดนามและเกาหลีใต้ คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2557 ทําให้เวียดนามจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นเช่นเดียวกัน ขณะที่อินโดนีเซียได้พยายามพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเช่นเดียวกัน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมของอินโดนีเซียได้ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน 2557 กําหนดให้เป็น 1 ใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่สําคัญต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งทอและรองเท้า ยารักษาโรคและอุปกรณ์ การแพทย์ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และกิจการผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ มูลค่าส่งออกคาดว่าจะเติบโต ในอัตราสูงในอนาคต โดยในปี 2557 คาดว่าจะเติบโตมากถึง 7%

    กรณีของไทย อนาคตไม่ค่อยแจ่มใสนัก มูลค่าส่งออกในระยะที่ผ่านมาทรงตัว หรือลดลงเล็กน้อย เนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงและอัตราค่าจ้างเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะการผลิตเสื้อผ้าสําเร็จรูปที่เป็นขั้นตอนการผลิต ที่ใช้แรงงานเข้มข้น ยากที่จะใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานได้ ยิ่งไปกว่านั้น สินค้าส่งออก ไปยังสหภาพยุโรปจะต้องเสียอากรขาเข้าในอัตราปกติ ไม่ได้รับสิทธิพิเศษ GSP อีกต่อไป ทําให้ยากที่จะแข่งขันได้ในอนาคต

    ผู้ประกอบการไทยพยายามปรับตัวครั้งใหญ่ โดยหันไปลงทุนยังต่างประเทศ เป็นต้นว่า ลิเบอร์ตี้กรุ๊ป ฮงเส็งกรุ๊ป ไนซ์กรุ๊ป ไฮเทคกรุ๊ป ทองไทยกรุ๊ปฯลฯ ได้ตัดสินใจ จะเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่มในเวียดนาม ขณะที่บริษัท ลิมไลน์แอพพาเรล จํากัด บริษัท ที. เค. การ์เม้นต์ จํากัด ฯลฯ ได้ไปลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่ม ที่กัมพูชา ขณะเดียวกันฐานการผลิตในประเทศได้หันไปผลิตสิ่งทอที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น