คุณภาพและมาตรฐาน

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

แนวโน้มอุตสาหกรรมและขนาดตลาดของธุรกิจอาหาร

    อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นภาคธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมักเป็นธุรกิจที่ติดอันดับธุรกิจดาวรุ่งประจำปีจากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เช่นในปี 2558 ธุรกิจร้านอาหารติดอันดับดาวรุ่งที่สอดรับไปกับกระแสธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจสุขภาพความงาม ในปี 2559 ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพติดอันดับหนึ่งดาวรุ่งของปี เพราะกระแสการรักสุขภาพที่มาแรง รวมถึงการการให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม(ออแกนิกส์) และผลการสำรวจแนวโน้มในปี 2560 ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มก็ยังติดอันดับดาวรุ่ง แต่เน้นว่าจะต้องมีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มมากขึ้น

    จากการกระแสการบริโภคอาหารในปัจจุบันที่เน้นคุณภาพ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ รวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารไทยต้องแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ทั้งการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและมีนวัตกรรม รวมถึงการเจาะประเทศเป้าหมายการส่งออกใหม่ๆ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเชนร้านอาหารไทยขยายสาขาในต่างประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ขยายการลงทุนธุรกิจร้านอาหารในต่างประเทศ ส่งผลให้จำนวนร้านอาหารไทยในต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น และนำมาซึ่งความต้องการสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารไทย นอกจากนี้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารไทยอาจมุ่งตลาดไปยังผู้บริโภคครัวเรือนในต่างประเทศ ด้วยการขยายช่องทางการจำหน่ายจากร้านค้าปลีกไปสู่การขายสินค้าในร้านอาหารไทย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้บริโภคไปรับประทานอาหารไทย จนทำเกิดความรู้สึกอยากประกอบอาหารไทยรับประทานเอง รวมถึงอาจขยายการขายสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคไอที

    การผลิตและแปรรูปอาหารมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก โดยมูลค่าการผลิตอาหารของไทยมีสัดส่วนสูงสุดในภาคการผลิต ซึ่งสถานประกอบการอุตสาหกรรมอาหารส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สำหรับประเภทโรงงานอุตสาหกรรมอาหารที่มีจำนวนมาก ได้แก่ การแปรรูปสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ การผลิตน้ำมันพืช การผลิตเครื่องปรุงรส การแปรรูปเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ การแปรรูปผลไม้และผัก ตามลำดับ

    ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ในปี 2558 มูลค่าตลาดอาหารในประเทศคิดเป็น 1.43 ล้านล้านบาท และคาดว่ามูลค่าตลาดอาหารในประเทศในปี 2558 จะขยายตัวอยู่ในช่วงที่ร้อยละ 3.0-5.0 ต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่า 1.49 ล้านล้านบาท จากแนวโน้มการขยายตัวของความเป็นเมือง และราคาสินค้าอาหารบางชนิดที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายด้านอาหารเพิ่มขึ้น

    ในปัจจุบันแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยกระแสการห่วงใยสุขภาพ และความปลอดภัยของผู้บริโภคได้รับความนิยมขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากความนิยมในอาหารประเภทออแกนิกส์ หรือคลีนฟู้ด (อาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งน้อยที่สุด) ซึ่งกระแสอาหารสุขภาพไม่ได้อยู่ในวงจำกัดเฉพาะผู้สูงอายุหรือคนวัยทำงานเท่านั้น แต่ยังแผ่ขยายครอบคลุมไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่แม้ว่าอายุยังน้อย และไม่มีปัญหาสุขภาพเท่าไรนัก ก็ยังคงเล็งเห็นความสำคัญของประเด็นดังกล่าว หวังลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในอนาคต แนวโน้มการเลือกบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพได้แก่ อาหารที่มีไขมันต่ำ อาหารที่มีไขมันอิ่มตัว อาหารที่รสชาติอ่อน และอาหารที่ให้พลังงานต่ำ นอกจากนี้นวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการผลิตอาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมไขมัน หรือน้ำตาล ผลิตภัณฑ์สำหรับความงาม ด้านผิวพรรณ และผลิตภัณฑ์บำรุงสมอง หัวใจ เป็นต้น ที่ถูกพัฒนาให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เฉพาะกลุ่มมากขึ้น รวมไปถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองในปัจจุบัน และมีการแสดงข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้อาหารเพื่อสุขภาพเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    โดยยูโรมอร์ นิเตอร์สำรวจพบว่ามูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของโลกในปี 2560 มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 7% มูลค่าตลาดจะสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ประเทศที่บริโภคอาหารเพื่อสุขภาพสูง มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คือ จีน รองลงมาเป็นบราซิล และสหรัฐอเมริกา อยู่ในอันดับ 3 ส่วนไทยอยู่ในอันดับ 19 แต่ที่น่าสนใจ คือ เวียดนามและกัมพูชา ก็มีมูลค่าตลาดอาหารเพื่อสุขภาพรองจากไทยเพียงเล็กน้อย โดยอยู่ในอันดับที่ 20 และ 21

    สำหรับตลาดอาหารสุขภาพของไทยพบว่าตลาดอาหารสุขภาพที่มาแรง คืออาหารและเครื่องดื่มเพื่อคุณประโยชน์ (Functional Food and drink) ครองส่วนแบ่งตลาดอาหารสุขภาพมากที่สุดราว 60% ตามด้วยอาหารที่มาจากธรรมชาติและดีต่อสุขภาพ (Naturally Healthy Food) 30% รองมาคือวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตามด้วยผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร

    ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย(ประเทศไทย) ได้ร่วมมือกับคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปิดเผยถึง 12 เทรนด์อาหารมาแรงในปี 2016-2017 ดังต่อไปนี้

    1. Artificial public enemy : อาหารจากธรรมชาติและอาหารหารที่ผ่านกระบวนการน้อย เทรนด์อาหารนี้จึงทำให้บริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ต้องดึงส่วนผสมสังเคราะห์ที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติออกจากส่วนผสม เพราะสารเคมีสังเคราะห์ต่างๆ กลายเป็นศัตรูอันดับ 1 ของผู้บริโภคไปเรียบร้อยแล้ว

    2. Table for one: อาหารพร้อมกินสำหรับ 1 คน จากพฤติกรรมที่เร่งรีบของวัยทำงาน และผู้บริโภคในปัจจุบัน มีแนวโน้มการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตเพียงคนเดียวมากขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มอาหารที่บรรจุสำหรับ 1 คน/1 มื้อ จะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับร้านอาหารต่างๆ ก็มีแนวโน้มที่จะพื้นที่สำหรับลูกค้าเพียงคนเดียวมากขึ้น

    3. Eat with your eyes : ผู้บริโภคจะเลือกซื้อจากความสวยงามบรรจุภัณฑ์และสีสันของอาหาร นวัตกรรมอาหารนั้นกลายเป็นสีสันและมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสร้างความอยากรับประทานอาหาร การสร้างบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามมีจุดเด่นในการดึงดูดใจผู้บริโภคจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้น รวมถึงการออกแบบอาหารให้มีความน่าสนใจและสวยงามสำหรับเผยแพร่ลงโลกออนไลน์ (Social media) ก็มีความน่าสนใจเช่นกัน

    4. Eco is the new reality : ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ และความกังวลเกี่ยวกับอาหารที่ถูกทิ้ง (Food Waste) ที่มีผลวิจัยรายงานว่าทั่วโลกว่ามีอยู่ ถึง 1,300 ล้านตัน หรือราว 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นทั่วโลกนั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการเตรียมการและกระบวนการผลิตด้วย ในปี 2016 นี้ การพัฒนาอย่างยั่งยืนและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกและกระบวนการผลิตนั้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ผลิตต้องหันมาให้ความสำคัญ เพราะผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและใช้ภาชนะจากธรรมชาติ

    5. Alternatives everywhere : โปรตีนทางเลือก ที่ไม่ได้มาจากสัตว์ อาหารที่เป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกและผลิตภัณฑ์ทดแทนมาแรง เพื่อคนรักสุขภาพ

    6. Fat sheds stigma : ไขมันตัวการทำลายสุขภาพ ปัจจุบันผู้บริโภคมีความรู้เกี่ยวกับที่มาของไขมันดีและไขมันเลวมากยิ่งขึ้นนำไปสู่การเปลี่ยนกรอบความคิดเกี่ยวกับไขมันที่ว่าไขมันเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายสุขภาพ

    7. Good enough to tweet : ต้องแชะแล้วแชร์ การเพิ่มขึ้นของสื่อสารออนไลน์ ได้จุดประกายความน่าสนใจของการทำอาหารมากขึ้น ทำให้การทำอาหารในปัจจุบันไม่ได้สนใจเพียงสารอาหารที่ครบถ้วนอย่างเดียว แต่รวมถึงภาพลักษณ์ที่สวยงาม และสร้างสรรค์

    8. E-revolution from carts to clicks : ต้องมีช่องทางสั่งซื้อออนไลน์ แอปพลิเคชัน และบริการจัดส่ง กำลังเปลี่ยนโฉมช่องทางเข้าถึงของผู้บริโภคไปยังการซื้อขายต่างๆ ข้อเสนอแบบเฉพาะเจาะจง หรือแม้แต่มื้ออาหารเต็มรูปแบบ นวัตกรรมต่างๆ ก็ส่งเสริมให้ผู้บริโภคคิดนอกเหนือไปจากบรรดาร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้านแบบดั้งเดิม

    9. Diet by DNA : ออกแบบให้เหมาะกับ DNA ผู้กิน ในปัจจุบันการให้ความสำคัญจากอาหารที่มาจากธรรมชาติ ซูปเปอร์ฟู้ด เพราะมีความเชื่อว่าอาหารมีความเชื่อมโยงกับพันธุกรรม

    10. From the inside-out : แนวคิดสุขภาพและความงามที่เริ่มต้นจากภายในนั้น กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะผู้บริโภคตระหนักดีว่า อาหารมีผลต่อภาพลักษณ์และความรู้สึก ดังนั้นอาหารในยุคนี้จะเน้นภาพลักษณ์ที่ชัดเจนผ่านบรรจุภัณฑ์ ว่ามีส่วนผสมที่บำรุงเรื่องด้านใดได้บ้าง ซึ่งถือเป็นโอกาสให้ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมจากวิตามิน เกลือแร่ และสารสำคัญต่างๆ ได้รับความนิยม

    11. For Every Body : กระแสการออกกำลังกายและรักสุขภาพที่กำลังมาแรงนั้นส่งผลให้ผู้บริโภคต้องการโชว์รูปร่างและผลลัพธ์การออกกำลังกายที่ดี และสิ่งที่มาควบคู่กับการออกกำลังกาย คือ อาหาร และเครื่องดื่มที่ช่วยให้การออกกำลังกายนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    12. Based on a true story : แหล่งผลิตน่าเชื่อถือ พฤติกรรมการซื้อสินค้าในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่ผู้ซื้อมักต้องการทราบข้อมูล ที่มาของแหล่งผลิต ที่ระบุได้และมีความน่าเชื่อถือ

    แม้ว่าธุรกิจอาหารจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่อุตสาหกรรมอาหารไทยในปี 2560 ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญหลายประการที่ต้องเตรียมการรับมือ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนด้านนโยบายของผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ จะทำให้ตัวแปรเศรษฐกิจผันผวนและความเสี่ยงจากการเกิดสงครามการค้า เศรษฐกิจของประเทศในยุโรปฟื้นตัวล่าช้า และความกังวลเรื่องเสถียรภาพอียูหลังเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ในหลายประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย และอิตาลี ส่วนเศรษฐกิจจีนที่ยังชะลอตัว โดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง รวมแนวโน้มการขึ้นราคาน้ำมันหลังจาก OPEC และประเทศนอกกลุ่ม OPEC เตรียมลดกำลังการผลิตลง และความผันผวนของค่าเงินบาท นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยในประเทศที่อาจจะขาดแคลนวัตถุดิบทางการเกษตรเนื่องจากปัญหาภัยแล้งในปี2559 รวมถึงภาคการส่งออกที่ถูกกีดกันทางการค้าจาก มาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barrier) ที่ตลาดส่งออกหลักอย่างประเทศสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปนำมาใช้ส่งผลให้สินค้าส่งออกของไทยสูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน