การปรับปรุงผลิต

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

การพัฒนาสินค้าใหม่อย่างไรให้โดนใจผู้บริโภค

   R&D หรือ วิจัยและพัฒนาสินค้า อาจเป็นคำที่ดูน่ากลัวสำหรับธุรกิจรายเล็กๆ อย่าง SME เพราะฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว ที่ต้องใช้ต้นทุนและความรู้สูงถึงจะทำได้ แต่ความจริงแล้ว R&D เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ แค่แต่ผู้ประกอบการจะต้องหาข้อมูลว่าปัญหาของสินค้าคืออะไร ความต้องการลูกค้าคืออะไร และพยายามปรับปรุงสินค้าของเราให้ตรงความต้องการและตรงใจลูกค้ามากขึ้นเท่านั้น เช่น การปรับปรุงสูตรน้ำปรุงรสส้มตำของร้านขายส้มตำ ที่ให้ใครตำก็อร่อยเหมือนกัน หรือการแปรรูปเป็นส้มตำปรุงสำเร็จฟรีซดราย อร่อยกับส้มตำได้ทุกที่แค่เติมน้ำ

   กิจการที่ไม่หยุดนิ่ง จะมีไอเดียในการพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยน แปลงอยู่ตลอดได้ง่ายขึ้น สามารถสร้างความได้เปรียบคู่แข่งด้วยการลดต้นทุน พัฒนาสินค้าใหม่ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าเดิมให้ตรงใจลูกค้ามากกว่าอีกด้วย สิ่งที่กิจการต้องทำก่อนการพัฒนาสินค้าคือ

     - การกำหนดแนวความคิด หรือแบบแผนที่มีประสิทธิภาพที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค บางกิจการอาจมีปัญหาในการกำหนดความคิด ขณะที่กิจการมีหลายแนวคิดมากเกินไป กิจการจะต้องร่างความคิดใหม่ๆ อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อการพัฒนาความคิดใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการใช้ทรัพยากรทางการเงินและบุคคลที่มีจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ

     - หาข้อมูล ทุกกิจการต่างมีแหล่งข้อมูลภายในมากมายสำหรับการสร้างแนวความคิด เช่น พนักงานขายสามารถให้ข้อมูล อันเป็นประโยชน์ว่าลูกค้ามีความรู้สึกอย่างไรกับสินค้าและบริการ ยิ่งมีความสัมพันธ์โดยส่วนตัวกับลูกค้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถทำให้เรามีความรู้ที่ลึกมากขึ้นในตัวลูกค้า พนักงานเก็บเงินขององค์กร ก็เป็นแหล่งข้อมูลที่ดีเกี่ยวกับพฤติกรรมการจ่ายเงินของลูกค้า วิศวกรเองอาจจะใส่ใจกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งก็อาจให้แนวความคิดเกี่ยวกับ การลดต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือให้ความเห็นเกี่ยวกับโอกาสใหม่ๆ สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือข้อมูลจากคู่ค้าทางธุรกิจ เช่น Suppliers และผู้จัดจำหน่าย

   แม้ว่าแหล่งข้อมูลภายในจะเป็นแหล่งที่มีพลัง แต่ก็ไม่อาจมองข้ามแหล่งภายนอก เช่นการสำรวจผู้บริโภค และการวิเคราะห์ตลาด ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญ มีประโยชน์อย่างยิ่งยวดต่อองค์กรในการทำความเข้าใจถึงพฤติกรรม ความต้องการของผู้บริโภค และแนวโน้มทางการตลาดสามารถใช้เป็นข้อมูลที่มีค่าสำหรับการพัฒนาความคิดได้

   แนวความคิดและข้อมูลที่ได้มานั้น ไม่ใช่จะนำมาใช้ต่อยอดพัฒนาเป็นสินค้าใหม่ได้ทุกแนวคิดเพราะกิจการแต่ละกิจการมีข้อจำกัดในด้านต่างๆ ทั้งทรัพยากรการเงิน บุคลากรที่จำกัด เครื่องจักรอุปกรณ์ รวมถึงเทคโนโลยีที่อาจจะล้าสมัย

   การเลือกรูปแบบสินค้าที่มีประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบคือ กุญแจสู่ความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ความคิดที่คัดสรรนั้นมักจะขึ้นอยู่กับความคิดหลัก และความคิดนั้นควรถูกประเมินด้วยสภาพการแข่งขันในปัจจุบัน ขนาดของตลาดที่มีความเป็นไปได้ และต้นทุนสินค้า การเป็นผู้ผลิตสินค้าใหม่เป็นเจ้าแรกในตลาด โดยมีความคิดที่เยี่ยมยอดแต่ต้นทุนแพงเกินไป หรือเป็นสินค้าแฟชั่นที่วงจรชีวิตสินค้ามีอายุสั้นและมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคเร็วเกินไป ย่อมไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน

   ความคิดในการพัฒนาสินค้าควรเกิดไปพร้อมๆ กับความเป็นไปได้ที่จะทำออกมาได้จริงหรือไม่ เช่น ถ้าช่วงเวลานั้นสินค้าของเราเริ่มจะไม่เป็นที่ต้องการผู้ใช้ เราควรตั้งเป้าหมายในการพัฒนาสินค้าเดิมที่มีอยู่หรือสร้างสรรค์สินค้าใหม่ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้อีกครั้ง หรือเราอาจตั้งเป้าจะลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายเมื่อรู้สึกว่าต้นทุนที่มีสูงเกินไปทั้งๆ ที่สามารถลดทอนบางส่วนลงมาได้

   หลังจากกำหนดเป้าหมายไว้ในใจอย่างชัดเจนแล้ว สิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับถัดมาคือการสร้างทีม อาจไม่จำเป็นต้องใช้ผู้มีความสามารถเฉพาะด้านก็ได้ แต่ต้องให้ทีมงานที่ทำงานร่วมกันเข้าใจเป้าหมายและวิธีการทำงานในทิศทางเดียวกัน และเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ หรือเราอาจสร้างกล่องแสดงความคิดเห็นขอไอเดียดีๆ จากพนักงานเพื่อนำมาพัฒนาสินค้าที่มีอยู่ หรือไอเดียสร้างสินค้าใหม่ๆ ที่เราอาจคิดไม่ถึง

กลยุทธ์ในการพัฒนาสินค้าใหม่ให้โดนใจลูกค้า จะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่อไปนี้

   1. ประโยชน์ใช้สอย สินค้าใหม่จะต้องตอบสนองความต้องการในด้านประโยชน์การใช้งานที่ครบถ้วนทั้งประโยชน์หลักทางตรง และประโยชน์ทางอ้อม

   2. ความสวยงาม สินค้าต้องมีความสวยงามดึงดูดใจผู้พบเห็น รูปทรงเหมาะสมกับงานและสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตของลูกค้า ยิ่งเหมาะสมกับลูกค้าเราเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการ รูปทรงควรสอดคล้องกับแนวคิดสินค้าใหม่ของเราด้วย ขนาดของสินค้าใหม่ก็ต้องเหมาะสมในการหยิบจับ ใช้งานของกลุ่มลูกค้า เราต้องศึกษาให้ชัดเจนว่าขนาดไหนที่เหมาะสม นอกจากนี้สีของสินค้าและสีของบรรจุภัณฑ์ก็มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเป็นอย่างมาก ต้องรู้ด้วยว่าลูกค้าเราเป็นกลุ่มไหน ลูกค้าเราเป็นใคร และสีแบบที่จะนำมาใช้สื่อสารกับลูกค้าเป้าหมายของเรา

   3. คุณภาพของผลิตภัณฑ์ ระบบการควบคุมคุณภาพสินค้า เราต้องโฟกัสตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต จนได้เป็นสินค้าใหม่ออกมาวางจำหน่าย

   4. ราคาขายและต้นทุนการผลิต จะต้องตั้งราคาขายให้เหมาะสมกับตำแหน่งสินค้าและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ถ้าเป็นสินค้าพรีเมี่ยมจะตั้งราคาแพง แต่ถ้าเป็นสินค้าทั่วไปการตั้งราคาต้องพิจารณาคู่แข่ง และสภาพการแข่งขันในตลาดด้วย ดังนั้นหากกิจการที่ผลิตสินค้ามวลชนจะต้องพยายามควบคุมต้นการผลิตให้ต่ำที่สุด เพื่อให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้ และทำให้มีกำไรมากขึ้น

   5. ความปลอดภัยในการใช้งาน ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการใช้งานหรือการบริโภค ควรมีการแจ้งเตือนเรื่องความปลอดภัยไว้บนฉลาก เช่น อาหารที่มีส่วนประกอบของถั่ว จะต้องแจ้งเตือนผู้บริโภคที่แพ้ถั่ว ในปัจจุบันผู้บริโภคมีความเข้าใจในสิทธิของตนเองมากขึ้น จะรักษาสิทธิหากเกิดความไม่ปลอดภัยในการใช้งาน เช่น การรับประทานอาหารแล้วมีอาการแพ้ หรือมือถือที่แบตเตอรีระเบิด ผู้บริโภคนอกจากจะฟ้องร้องทางกฎหมายแล้วอาจจะไปถ่ายทอดประสบการณ์ในสังคมออนไลน์อีกด้วย

   6. ความแข็งแรงทนทาน สินค้าใหม่ต้องให้ความสำคัญการความแข็งแรงทนทานในการใช้งาน เพราะลูกค้าเมื่อซื้อสินค้าย่อมความหวังว่าจะใช้ได้นาน เช่น กล่องถนอมอาหารสุญญากาศ ผู้ผลิตมีการทดสอบการเปิดปิดว่า สามารถเปิดปิดได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 ครั้ง หรือหลอดไฟ LED ที่รับประกันอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 50,000 ชั่วโมง

   7. การบำรุงรักษา สินค้าบางประเภทที่ต้องมีการบำรุงรักษาหลังการใช้งาน ควรออกแบบให้การบำรุงรักษาทำได้ง่าย ลูกค้าสามารถบำรุงรักษาได้ด้วยตนเอง

   8. การบริการ เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า เช่น การจัดส่ง การติดตั้ง บริการหลังการขายต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องออกแบบควบคู่ไปกับสินค้าของเราตั้งแต่ต้นว่าจะทำอย่างไร

   จะเห็นได้ว่าแนวทางในการพัฒนาสินค้าใหม่ให้โดนใจลูกค้าไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นกิจการขนาดจิ๋ว ขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ ขอเพียงผู้ประกอบการใส่ใจในรายละเอียดทุกความต้องการของลูกค้า แล้วนำมาเลือกใช้ที่เหมาะสมกับกิจการของตนเอง