การปรับปรุงผลิต

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

สินค้าอาหารฮาลาล

   คำว่า “ฮาลาล” แปลว่า อนุมัติ, อนุญาต หมายถึง อาหาร สินค้าหรือบริการ ซึ่งได้รับอนุมัติตามบัญญัติศาสนาอิสลามให้มุสลิมบริโภคหรือใช้ประโยชน์ได้ ไม่ขัดต่อบัญญัติของศาสนา โดยมีกระบวน การผลิตที่ถูกต้องตามข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม ปราศจากสิ่งต้องห้าม (ฮารอม) และมีคุณค่าทางอาหาร (ตอยยิบ)

   ตลาดสินค้าฮาลาล แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ตลาดในกลุ่มประเทศมุสลิม ได้แก่ แอลจีเรีย อิรัก โมร็อกโก ตูนิเซีย บาห์เรน จอร์แดน โอมาน ตุรกี อียิปต์ คูเวต กาตาร์ เลบานอน อิหร่าน เยเมนซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน และซีเรีย สำหรับกลุ่มที่สองคือ ประเทศที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิมแต่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่มาก ได้แก่ ประเทศอินเดียซึ่งมีชาวมุสลิมมากถึง 140 ล้านคน ประเทศจีนมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ 40 ล้านคน ตลาดฮาลาลในสหรัฐอเมริกามีชาวมุสลิมกว่า 8 ล้านคน ส่วนตลาดฮาลาลในยุโรปที่มีชาวมุสลิม 10 ล้านคน ตลาดฮาลาลมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 30-40 % ต่อปี ทั้งนี้ เนื่องมาจากประชากรส่วนใหญ่ของโลกหันมาบริโภคอาหารมีประโยชน์ต่อสุขภาพและถูกสุขอนามัยมากขึ้น

   ขนาดของตลาดสินค้าฮาลาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารฮาลาล น่าจะมีมูลค่าอย่างต่ำ 700,000 ล้านดอลลาร์/ปี (ประมาณ 24 ล้านล้านบาท) ผู้ส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลรายใหญ่ที่สุดของโลก คือออสเตรเลีย ตามด้วยบราซิล อาร์เจนตินา แคนาดา อินเดีย นิวซีแลนด์ อังกฤษและสหรัฐอเมริกา โดยออสเตรเลียส่งสินค้าฮาลาลไปขายกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ในขณะที่บราซิลครองตลาดตะวันออกกลาง ตุรกีและยุโรป

   กลุ่มประเทศในตะวันออกกลางจัดเป็นตลาดซึ่งมีอำนาจการซื้อสูงมาก เนื่องจากมีรายได้จากน้ำมัน และประเทศต่างๆ ในแถบนี้ต้องนำเข้าอาหารมากถึง 80% ของความต้องการบริโภคทั้งหมด ส่วนประเทศที่ครองตลาดอาหารฮาลาลในตะวันออกกลางคือ ประเทศบราซิล ตามด้วยสมาชิกประชาคมยุโรปและสหรัฐอเมริกา

   ประมาณการณ์ว่าตลาดอาหารมุสลิมของสหรัฐอเมริกามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี (Islamic Food and Nutritional Council of America-IFANCA) อัตราการขยายตัวของตลาดระหว่างปี 2006 – 2013 คาดว่าจะอยู่ระหว่างร้อยละ 25 – 30 อุปทานอาหารฮาลาลในตลาดสหรัฐฯถือว่ายังคงขาดแคลน ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของต่อผู้บริโภคอิสลามอเมริกันได้อย่างทั่วถึงและมีราคาแพงกว่าอาหารทั่วไป

   ส่วนตลาดฮาลาลในเอเชีย แม้ว่ามีประชากรชาวมุสลิมอยู่มากกว่าในทวีปอื่นๆแต่เนื่องจากรายได้ประชากรต่อหัวยังไม่สูง จึงเป็นตลาดที่มีมูลค่าไม่สูงนัก ทำให้ยังไม่มีใครบุกตลาดนี้อย่างจริงจัง แต่ประเทศที่ความเคลื่อนไหวเพื่อแย่งชิงตลาดฮาลาลในเอเชีย และพื้นที่อื่นของโลกที่ไปได้ไกลที่สุดคือประเทศมาเลเซีย กลุ่มประเทศเอเชียก็เริ่มให้ความสนใจอย่างจริงจังในการเจาะเข้าสู่ตลาดสินค้าฮาลาลในตลาดเอเชียและตลาดโลกมากขึ้น

   ประเทศมาเลเซียตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางฮาลาลนานาชาติ สิงคโปร์ประกาศวิสัยทัศน์เป็นศูนย์กลางผลิตอาหารฮาลาล บรูไนร่วมมือกับออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตอาหารให้โลกมุสลิม ประเทศจีนตั้งเป้าเป็นผู้ส่งออกอาหารฮาลาล โดยได้ทำสัญญากับประชาคมยุโรปเพื่อจัดทำระบบการตรวจสอบเพื่ออนุมัติให้บริษัทของจีนสามารถส่งสินค้าอาหารฮาลาลไปขายในยุโรปได้ ส่วนผู้ส่งออกของประเทศอินเดียกำลังเร่งคุณภาพ เพื่อให้ได้ตรารับรองฮาลาลและใบรับรองมาตรฐาน HACCP และ ISO เพื่อเป็นใบเบิกทางในการส่งออกสินค้าฮาลาล ในขณะที่ประเทศไทยตั้งเป้าเป็นศูนย์วิทยาศาสตร์และการตรวจสอบ

   อาหารฮาลาลถูกมองว่าเป็นอาหารที่ผ่านกรรมวิธีที่พิถีพิถัน โดยเฉพาะด้านคุณภาพในการผลิต อีกทั้งยังเป็นอาหารที่ตอบสนองหลักการความจำเป็นด้านสารอาหารพื้นฐานของร่างกาย ปัจจุบันนี้ อุตสาหกรรมอาหารฮาลาลกำลังได้ความนิยม และกำลังเติบโตอย่างมาก การเติบโตนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยเฉพาะจำนวนตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของชาวมุสลิมเท่านั้น แต่ประเด็นสำคัญคือ อาหารฮาลาลไม่ใช่เป็นแค่อาหารที่จำกัดอยู่เฉพาะในหมู่คนมุสลิม แต่อาหารฮาลาลในปัจจุบันยังได้ก้าวข้ามไปจนถึงการเป็นอาหารที่มีคุณภาพ และเป็นอาหารที่ปลอดภัยสำหรับร่างกาย

   ประเทศไทยเราถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพประเทศหนึ่งในด้านอาหาร สามารถที่จะเป็นศูนย์กลางของธุรกิจอาหารฮาลาล เนื่องจากประเทศไทยมีความได้เปรียบในด้านวัตถุดิบ มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นที่ยอมรับพร้อมที่จะผลักดันด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าอาหารฮาลาล แต่ยังพบว่าผู้ประกอบธุรกิจอาหารของไทยขนาดกลางและขนาดเล็กยังขาดความรู้ ความเข้าใจอย่างแท้จริงในสินค้าอาหารฮาลาล เพื่อให้ประเทศไทยมีความสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารฮาลาลที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ภาครัฐควรให้การส่งเสริมและให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในการผลิตอาหารฮาลาลอย่างถูกต้องตามหลักศาสนา เพื่อทำให้ผู้ประกอบการผลิตอาหารฮาลาลของไทย ได้รับการยอมรับในระดับสากล

   การรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2015 ถือเป็นจังหวะที่ดีที่ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้รุกขยายตลาดสินค้าฮาลาลอย่างจริงจัง การรวมกันเป็น AEC ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมฮาลาลที่จะส่งออกสินค้าฮาลาลโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ในอาเซียน นอกจากนี้ผู้ที่สนใจและอยากทำธุรกิจร้านอาหารฮาลาล ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจและลงทุน ถึงแม้ว่าประชากรในอาเซียนจะไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามมากเป็นอันดับหนึ่ง แต่ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 80 ของประชากรอย่างอินโดนีเซียที่มีประชากรถึง 240 ล้านคน ก็นับว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ไม่น้อยทีเดียว หากผู้ประกอบการสามารถนำอาหารฮาลาลไทยไปบุกตลาดอาเซียนได้แล้ว ความหวังของการเป็น “ศูนย์กลางอาหารฮาลาล” ของโลกก็คงอยู่ไม่ไกล