การขายและการตลาด

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

การทำธุรกิจแบบ Lean startup

    หลายๆคนรู้จักการทำธุรกิจแบบ Startup (สตาร์ทอัพ) เป็นอย่างดี แต่มีอีกหลายคนยังคงสับสนว่า Startup ต่างอะไรกับการเริ่มธุรกิจ SME (Small and Medium Enterprise – วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) ซึ่งกล่าวง่ายๆว่า Startup คือบริษัทเปิดใหม่มีต้นกำเนิดจากธุรกิจแนวไอทีซึ่งเป็นที่มาของชุมชน Silicon Valley อันเป็นแหล่งรวมตัวของบริษัทไอทีเปิดใหม่มากมาย บริษัทอย่าง Google หรือ Facebook ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีก็มีจุดเริ่มต้นแบบธุรกิจ Startup เช่นกัน

    จุดแตกต่างระหว่าง Startup กับ SME คือธุรกิจแบบ Startup คือธุรกิจที่วางแผนมาเพื่อที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้บุคคลากร เทคโนโลยีและเงินทุนมากขึ้นตามไปด้วยเพื่อเป็นปัจจัยในการเร่งธุรกิจให้เติบโตตามรูปแบบที่วางเอาไว้ โดยมากมักจะระดมทุนโดยการเปิดให้ถือครองหุ้นส่วนซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของธุรกิจต้องมีแนวคิดและรูปแบบที่โดนใจไปเสนอต่อนักลงทุนเพื่อที่ทำให้นักลงทุนกล้าที่จะเสี่ยงไปกับธุรกิจใหม่ ซึ่งต่างกับ SME ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินทุนและบุคลากรจากน้อย และค่อยเป็นค่อยไปซึ่งก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่า Startup แต่ที่หลายท่านทราบดีว่ายิ่งความเสี่ยงสูงผลตอบแทนยิ่งสูงตามไปด้วย อยู่ที่ว่าใครจะยอมรับ และบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดีกว่ากัน

    Lean (ลีน) คือแนวคิดการลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป แล้วมุ่งเน้นไปที่การสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคหรือผู้ใช้ให้มากที่สุดโดยใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แนวคิดนี้มีพื้นฐานมาจากการจัดการระบบการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota Production System : TPS) อันโด่งดังและทำให้โตโยต้าประสบความสำเร็จอย่างมากในวงการยานยนต์จนถึงทุกวันนี้ และเมื่อทุกคนเห็นหลักการ TPS ได้ผลจึงนำไปประยุกต์ใช้ในหลายๆวงการที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะการผลิตเท่านั้น

    Lean Startup ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกโดย Eric Ries ผู้ร่วมก่อตั้ง IMVU บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คเขานำแนวคิดเรื่อง Lean มาประยุกต์ใช้ในบริบทของการก่อตั้งบริษัทจนในที่สุดก็ได้เป็นรูปแบบการก่อตั้งธุรกิจแบบ Lean Startup โดยหมายถึงการสร้างกิจการโดยให้ความสำคัญกันคุณค่าที่ผู้บริโภคได้รับและมุ่งเน้นลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นที่ทำให้สูญเสียทรัพยากรในช่วงเริ่มต้นออกไป ซึ่งการสร้างผลิตภัณฑ์ในแบบลีนสตาร์ทอัพจะเริ่มจากการทำความเข้าใจและค้นหาความต้องการของผู้บริโภคก่อนเพื่อลดเวลาและขั้นตอนการออกสินค้าต้นแบบที่มีฟังก์ชันการใช้งานที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่ง Startup ส่วนใหญ่มักจะเสียเวลากับการคิดฟังก์ชันผลิตภัณฑ์มากเกินไปแต่ลูกค้าไม่สนใจทำให้เสียทั้งเวลาแงะเงินทุนไปโดยไม่มีประโยชน์เลย ส่งผลให้หลายๆกิจการล้มเลิกไปในที่สุด

    Lean Startup ที่ได้ผลคือต้องศึกษาความต้องการของผูบริโภค การเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์จากข้อมูลนั้นมีความจำเป็นอย่างมาก ดังนั้นผู้ที่คิดจะเริ่มธุรกิจในรูปแบบนี้ต้องออกไปสำรวจตลาดที่เรากำลังจะทำ สังเกตพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย พูดคุยกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อทดสอบเบื้องต้นว่าความต้องการของลูกค้าตรงกับสิ่งที่เราคิดหรือไม่ซึ่งจะทำให้ผู้ที่กำลังจะเริ่มธุรกิจได้ความรู้ที่อาจจะไม่คาดคิดมาก่อนเพื่อเป็นแนวทางให้การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่อไป

    Lean Startup มีกระบวนการคิดเป็นวัฏจักรคือ การสร้าง (Build) การวัดผล (Measure) และการเรียนรู้ (Learn) อธิบายได้ดังต่อไปนี้

  • การสร้าง (Build) - เมื่อมีแนวคิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ให้รีบลงมือสร้างให้เร็วที่สุด แต่การสร้างในที่นี้ไม่จำเป็นว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราจะต้องมีฟังก์ชันครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนจึงค่อยปล่อยสู่สาธารณะ อาจจะเริ่มจากการทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ หรือขอเพียงแค่ฟังก์หลักที่จำเป็นเสร็จก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ประเด็นสำคัญคือไม่ควรใช้เวลาในการสร้างนานจนเกินไป ทำเสร็จให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะเราต้องการนำเสนอสู่สาธารณะเพื่อเก็บข้อมูลและความคิดเห็นของผู้บริโภคให้เร็วที่สุดเพื่อนำมาปรับปรุงต่อไป
  • การวัดผล (Measure) - หลังจากผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้างเอาไว้ในขั้นแรกถูกปล่อยสู่สาธารณะเรียบร้อย สิ่งที่ต้องทำในลำดับต่อมาคือการวัดผล โดยมีการกำหนดตัวชี้วัดต่างๆขึ้นมาและคอยดูว่าเป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ นอกจากนี้ความคิดเห็นของผู้บริโภคก็เป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ให้พยายามพูดคุยและรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด
  • การเรียนรู้ (Learn) - นำข้อมูลที่ได้มาจากผู้บริโภคมาวิเคราะห์และสรุปเพื่อที่จะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการต่อไป จากนั้นก็วนตามวัฏจักรไปเรื่อยๆ

    ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่ประยุกต์ใช้เทคนิคนี้คือ iPhone จากบริษัท Apple ซึ่งในช่วงที่สมาร์ทโฟน ของบริษัทแอปเปิลออกมาใหม่ๆมีความแปลกใหม่เพียงแค่หน้าจอสัมผัสส่วนอย่างอื่นไม่ต่างกับคอมพิวเตอร์มือถือในยุคเดียวกันเท่าไหร่นัก แต่หลังจากที่ออกรุ่นแรกไม่นาน Apple ได้ออก iPhone รุ่นถัดไปซึ่งมีฟังก์ชันที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดซึ่งการพัฒนาเกิดจากการเก็บข้อมูลลูกค้าการการใช้งานจริงแล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งผลิตภัณฑ์วนเข้าวัฏจักรของ Lean Startup ตลอดเวลาเพื่อให้สามารถพัฒนาได้สมบูรณ์และเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    ตัวอย่างถัดมาคือ Drop Box บริการพื้นที่ฝากไฟล์ที่หลายๆท่านอาจจะเคยใช้บริการโดย Drop Box มีจุดเริ่มต้นจากการจำลองการทำงานและปล่อยโฆษณาเป็นวีดีโอให้ผู้คนได้แสดงความคิดเห็นและวิจารณ์กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีคนสนใจมากมายมหาศาล หลังจากนั้นจึงทราบว่ามีคนใช้อย่างแน่นอนเพราะผู้คนสนใจมากมาย จึงได้นำความคิดเห็นเหล่านั้นไปวิเคราะห์และสร้างผลิตภัณฑ์ นำมาซึ่ง Drop Box อันโด่งดังในปัจจุบัน

    เห็นได้ชัดว่าตัวอย่างการสร้างผลิตภัณฑ์ หรือการสร้างธุรกิจแบบ Lean Startup มุ่งเน้นที่ความใส่ใจคุณภาพและความรวดเร็วในการตอบสนองความต้องการ ไม่เพียงแต่ธุรกิจไอที ธุรกิจอย่างเครื่องสำอาง อาหาร หรือบริการก็สามารถประยุกต์และนำไปใช้ได้เช่นกันโดยมีคำพูดในช่วงเริ่มต้นกิจการที่ว่า “คิดให้น้อย ลงมือทำและวิเคราะห์ข้อมูลให้มาก”

    ในบทความก่อนหน้านี้ ทางศูนย์บริการให้คำปรึกษาแนะนำ (Business Service Center – BSC) ได้เกริ่นถึงช่องทางต่างๆ ในการทำตลาดออนไลน์ไว้คร่าวๆ ซึ่งในบทนี้จะมาขยายความถึงรายละเอียดของช่องทางแบบต่างๆ กัน