การขายและการตลาด

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

5 สัญญาณเตือน คุณควรไปต่อกับหุ้นส่วนหรือไม่

   การทำธุรกิจ กับการมีหุ้นส่วน ยังไงก็เป็นของคู่กัน โดยเฉพาะหุ้นส่วนที่เป็นเพื่อนกันมาก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถ้าคิดจะเริ่มต้นธุรกิจก็ต้องหาคนที่เชื่อใจและไว้ใจได้ แน่นอนว่าถ้าไม่ใช่คนในครอบครัว ก็ต้องเพื่อนซี้นี่แหละ

   แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการทำธุรกิจร่วมกับใครสักคนโดยเฉพาะคนที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีมาก่อน อาจจะเป็นการทำลายความสัมพันธ์นั้นลงไปตลอดกาลก็เป็นได้ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเสียเพื่อน หลังจากเข้ามาทำธุรกิจด้วยกันสักพัก แต่ถ้าเราสามารถรับรู้สัญญาณเตือนที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่เรายังสามารถรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้ก็คงจะดีไม่น้อย ซึ่งสัญญาณเตือนที่ว่านี้มีอะไรบ้างมาดูกัน

สัญญาณที่ 1 ความแตกต่างในการสื่อสาร

   การสื่อสาร ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมไปถึงการทำธุรกิจก็เช่นกัน คุณอาจจะสามารถสื่อสารได้อย่างเข้าอกเข้าใจกับหุ้นส่วนของคุณตอนที่เป็นแค่เพื่อนกัน แต่เมื่อเข้ามาทำธุรกิจร่วมกันแล้ว การสื่อสารจะแตกต่างออกไป ทำให้ความคิดเห็นของคุณกับหุ้นส่วนอาจจะไม่ตรงกัน หรือมีความต้องการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างก็เป็นได้

   เพื่อนบางคนเหมาะสมเป็นแค่ผู้ฟัง และคอยให้กำลังใจเราในยามมีปัญหา แต่เพื่อนบางคนก็ไม่อาจมีความคิดสร้างสรรค์ในทางธุรกิจที่ดีได้มากพอเช่นกัน ดังนั้นเราต้องแยกแยะระหว่าง “เพื่อนรัก” กับ “หุ้นส่วน” ให้ดีงานนี้จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง

สัญญาณที่ 2 ไม่สามารถทำในสิ่งที่พูดได้

   ในการทำธุรกิจร่วมกันกับหุ้นส่วน บางทีคุณอาจจะต้องใช้เวลาพิสูจน์ว่าหุ้นส่วนของคุณจะสามารถรับผิดชอบในสิ่งที่พวกเขาพูดไว้ได้หรือไม่ และบางทีพวกเขาก็ไม่สามารถทำได้ เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวมาถึงอาจทำให้คุณเสียสมดุลและส่งผลให้ธุรกิจเริ่มสั่นคลอนจนอาจจะกลายเป็นจุดจบของธุรกิจ

   เพื่อนชนิดที่เฮฮามาด้วยกัน ตอนเรียนก็เข้าใจกันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย แต่โจทย์ทางธุรกิจนั้นซับซ้อนเกินกว่าระดับของคำว่าเพื่อน “เพราะนี่คือการลงทุนที่ไม่ใช่เป็นเพียงการเที่ยวเล่นหรือพูดสนุกๆ” ดังนั้นหุ้นส่วนที่ดีต้องสามารถทำได้อย่างที่พูดไม่ใช่แค่รับปาก สุดท้ายก็ทำไม่ได้ซึ่งจะทำให้เราเสียโอกาสทางการตลาดไปอย่างมหาศาลทีเดียว

สัญญาณที่ 3 แนวทางการทำงานไม่ตรงกัน

   สำหรับประเด็นนี้ถึงแม้อาจจะฟังดูไร้สาระ เพราะในแต่ละคนก็มีแนวทางเป็นของตนเอง แต่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากในการทำงานร่วมกัน หากคนหนึ่งทำงาน 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และอีกคนทำงานเพียง 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ คุณจะเริ่มมองเห็นถึงปัญหา และความไม่เท่าเทียมในการทำงานที่มีแนวทางแตกต่างกันอย่างแน่นอน

   โดยเฉพาะความรู้สึกส่วนตัวที่มองว่า “ไม่เป็นไรหรอกธุรกิจนี้เป็นของเพื่อนกัน ทำๆ เล่นๆ มีปัญหาก็พูดคุยกันได้” ถ้าหุ้นส่วนเราคิดได้แค่นี้ ขอบอกเลยว่าคือ “หายนะของธุรกิจอย่างแท้จริง” ก่อนอื่นหุ้นส่วนนั้นต้องแยกแยะระหว่างความสัมพันธ์ของเพื่อนกับความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ในขณะทำงานก็ต้องจริงจัง และทุ่มเทเกินร้อย นอกเวลางานก็ค่อยมาว่ากันอีกทีว่าจะสนุกสุดเหวี่ยงกันอย่างไร หากเพื่อนคนไหนแยกแยะเรื่องแค่นี้ไม่ได้ก็ไม่มีทางเป็นหุ้นส่วนที่ดีกับเราได้เช่นกัน

สัญญาณที่ 4 เหมือนกันมากเกินไป

   คุณอาจเคยพูดว่า “ฉันสนิทกับเพื่อนคนนี้เพราะว่าเขามีหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนกับเรา” ชอบในสิ่งเดียวกัน ทำอะไรที่คล้ายๆ กัน แต่ในทางธุรกิจแล้วคู่หูหรือหุ้นส่วนที่เหมือนกันมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดีเลยแม้แต่น้อย นั้นเพราะความคิดและการตัดสินใจจากเราและหุ้นส่วนไม่ได้สร้างให้เกิดความหลากหลายต่อการทำธุรกิจ “ก่อให้เกิดสมดุลทางธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง” ธุรกิจที่ดีต้องมีความคิดที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดความแตกต่างทางตลาด หรือบางครั้งความคิดที่แตกต่างอาจนำมาซึ่งวิธีการแปลกใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั้นก็เป็นผลดีจากความคิดที่ต่างกัน ดังนั้นหากเราพูดอะไรเพื่อนก็โอเคตกลงไปซะทุกครั้ง เห็นดีเห็นงามด้วยกันตลอด ดูท่าว่าธุรกิจโลกสวยแบบนี้คงไม่มีทางไปถึงฝั่งฝันได้แน่ๆ

   เมื่อคุณและคู่หู มีความเหมือนกันมากเกินไปในด้านวิธีการคิด และการตัดสินใจจะส่งให้ธุรกิจของคุณไม่เกิดความสมดุล ขาดความหลากหลายในกระบวนการดำเนินธุรกิจและการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ สำหรับเรื่องนี้คุณอาจจะพึ่งพาบุคคลที่ 3 ที่ไม่ใช่คู่หูของคุณ มาช่วยสร้างความสมดุลให้กับคุณทั้งคู่ หรือคุณอาจจะแยกตัวออกมาทำธุรกิจเองเลยก็สามารถทำได้

สัญญาณที่ 5 มีอีโก้สูงเกินความจำเป็น

   ในตอนเริ่มต้นธุรกิจ คุณควรสังเกตคู่หูของคุณ ว่าพวกเขามี “อีโก้” ที่สูงผิดปกติหรือไม่ การมีอีโก้สูงผิดปกตินั่นหมายความว่า พวกเขาจะคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่มากที่สุดและอยู่เหนือคนอื่น ซึ่งอาจจะส่งผลแง่ลบในอนาคตการทำงานของคุณกับเขาก็เป็นได้ ในการเริ่มต้นธุรกิจความอ่อนน้อมถ่อมตน ถือเป็นสิ่งที่ดีในการทำงานร่วมกัน

   คนสองคน หรือ สามคนก็ตามไม่ควรมีใครเหนือกว่าใคร ทุกคนควรยอมรับและฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และนั่นคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ธุรกิจในรูปแบบหุ้นส่วนเกิดประสิทธิภาพได้มากที่สุด เราจะเห็นได้ว่าการเริ่มต้นธุรกิจนั้นหากเรามีเทคนิคมีทริคดีๆ ก็จะทำให้เป็นการเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะเรื่องหุ้นส่วนที่เราต้องพิจารณาในหลายๆ ปัจจัยไม่ใช่ใช้แค่ความสัมพันธ์ในอดีตมาเป็นตัวตัดสิน เพื่อนที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้นส่วนที่ดีเสมอไป เรื่องนี้มีอยู่จริงในทางธุรกิจเพราะมีตัวอย่างที่แสดงให้เห็น เช่น เพื่อนรักที่เรียนกันมารู้จักกันมานานพอมาทำธุรกิจก็โกงบริษัท หรือหลอกให้เราลงทุนและสูญเงินไปอย่างน่าเสียดาย ข่าวสารเหล่านี้เราใช้เป็นบทเรียนในการเลือกหุ้นส่วนที่ถูกต้องของธุรกิจเราได้ถ้าเราเริ่มต้นถูกต้องเหมาะสมโอกาสก้าวหน้าในการทำธุรกิจของเราก็เปิดกว้างขึ้นมากเช่นกัน