การขายและการตลาด

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

ตั้งชื่อ Brand อย่างไรให้เกิดการจดจำ

   ผู้ประกอบการรายใหม่มักจะเกิดคำถามในใจว่าจะตั้งชื่อแบรนด์สินค้าอย่างไรให้ปัง ให้โดนให้ลูกค้าจดจำได้เรื่องการการคิดตั้งชื่อแบรนด์จึงถือเป็นเรื่องยากอีกหนึ่งของการเริ่มต้นกิจการ เพราะชื่อที่สะดุดหูย่อมมีโอกาสทำให้ผู้บริโภคจดจำสินค้าของเราได้ง่ายขึ้นมีเทคนิคการตั้งชื่อแบรนด์ให้เกิดการจดจำมานำเสนอดังนี้

     1. ความหมายดี ชื่อแบรนด์ก็เหมือนชื่อคน จะต้องตั้งชื่อที่มีความหมายดีๆเข้าไว้ เพราะชื่อดีมีชัยไปแล้วครึ่งหนึ่ง ชื่อแบรนด์ที่ดี เป็นสิริมงคลย่อมเสริมสร้างกำลังใจให้แก่เจ้าของ และช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สินค้าหรือบริการของเรา รวมถึงช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กรของเราด้วย เช่น แบรนด์ที่มีคำว่า กรีน(Green) ร่วมอยู่ในชื่อแบรนด์ จะให้ความรู้สึกว่าเป็นแบรนด์หรือองค์กรที่รักธรรมชาติ รักสิ่งแวดล้อม หรือปลอดภัยในการใช้งาน หรือบรรดาสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว มักจะมีคำว่า ไวท์ (White) อยู่ด้วย เพื่อสื่อความหมายว่าใช้แล้วขาว ตามกระแสความนิยมของคนรุ่นใหม่ที่นิยมผิวขาวใส

     2. ชื่อไม่ยาว และหลีกเลี่ยงชื่อย่อ ชื่อที่ยาวเกินไปจะทำให้จดจำยาก หรือจำได้ไม่ครบ ชื่อที่เหมาะสมไม่ควรยาวเกิน 4 พยางค์ เพราะคนเรามีข้อจำกัดในการจดจำ จะเห็นได้ว่าหมายเลขโทรศัพท์ที่มีจำนวน 10 ตัวเลข เราจะแบ่งเลขออกเป็นกลุ่มๆ ละไม่เกิน 4 ตัวเลข โดยแบ่งเป็น 000-000-0000 เพื่อให้จำได้ง่าย กิจการขนาดเล็กไม่ควรใช้ชื่อย่อมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ เพราะจะไม่สื่อความหมายใดๆกับผู้บริโภค เช่นตั้งชื่อแบรนด์ “บีเอวาย : BAY” มีที่มาจากชื่อของหุ้นส่วนสามคนคือ บอย เอ๋ และยุ้ย ซึ่งถ้าเห็นแต่แบรนด์ไม่เห็นสินค้าก็ไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะชื่อแบรนด์นี้ไม่ได้สื่อความหมายใดๆ และโดยทั่วไปองค์กรขนาดใหญ่มักจะตั้งชื่อย่อ โดยเฉพาะองค์กรที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะใช้ชื่อย่อในการประชาสัมพันธ์ และในการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดทุกกิจกรรมขององค์กรจนผู้บริโภคจำได้แล้ว ซึ่งถ้าเราใช้ชื่อย่อแบรนด์ “BAY” นี้อาจจะทำให้ลูกค้าสับสนกับองค์กรอื่น เพราะลูกค้าจะนึกว่าเป็นธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่ใช้ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ว่า BAY เหมือนกัน

     3. ชื่อเก๋ good เท่ โดดเด่น ตั้งชื่อแบรนด์ด้วยภาษาต่างประเทศที่ออกเสียงได้เก๋ๆ หรือใช้ชื่อที่มาจากภาษาพื้นเมือง เช่น ตั้งชื่อแบรนด์เครื่องประดับว่า “เลอค่า : Lequa” ซึ่งเลอค่าในภาษาไทยหมายความว่า มีค่ามาก ล้ำค่า แต่ในขณะเดียวกันก็ดูหรูหรา ให้ความรู้สึกเป็นสากล เพราะออกเสียงคล้ายสำเนียงในภาษาฝรั่งเศส หรือร้านขายกาแฟตั้งชื่อว่า “กาแฟ เด้อ: Kafe De” ซึ่งคำว่า เด้อ เป็นภาษาถิ่น แต่จะไปพ้องเสียงกับภาษาฝรั่งเศส ทำให้ดูเป็นร้านกาแฟไฮโซขึ้น บางคน พยายามตั้งชื่อให้เก๋ เท่ แนวกวน เช่นเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์บิวอินและตกแต่งภายใน ตั้งชื่อร้านว่า “ตามใจช่าง” แม้ชื่อจะดูเท่ กวนๆ แต่ลูกค้าคงไม่อยากใช้บริการ เพราะบ้านของลูกค้า ช่างควรตามใจลูกค้า ซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยเป็นผู้จ่ายเงินให้ช่าง หรือเป็นร้านรับตัดหญ้า รับตัดต้นไม้ จัดสวน ตั้งชื่อร้านว่า “ตั้งใจฟัน” เจ้าของกิจการอาจจะต้องการบอกว่า ในการตัดฟันต้นไม้แต่ละกิ่ง เขาตั้งใจฟันอย่างมีหลักการในการดูแลต้นไม้ แต่ลูกค้าแค่ได้ยินชื่อก็คิดว่า ถ้าเรียกใช้คงโดนฟันเงินค่าบริการจนกระเป๋าสตางค์ฉีกแน่นๆ

     4. ออกเสียงง่ายสะกดไม่ยากชื่อต้องอ่านออกเสียงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นชื่อไทยหรือชื่อภาษาต่างประเทศ ต้องเห็นแล้วสะกด ออกเสียงได้เลย ใครๆก็อ่านออกเสียงได้เหมือนกัน เพื่อให้จดจำได้ง่าย การตั้งชื่อแบรนด์ที่ยากเกินไปอาจทำให้ลูกค้าไม่กล้าที่จะออกเสียง เพราะกลัวพูดผิด ผลที่ตามมาก็คือลูกค้าจะไม่บอกต่อ ไม่พูดถึงแบรนด์ของเรา เพราะกลัวอายถ้าเรียกชื่อผิด โดยเฉพาะชื่อแบรนด์ที่เขียนเป็นภาษาต่างประเทศ โดยไม่มีภาษาไทยกำกับ ธรรมชาติของคนไทยเราจะขี้อาย กลัวผิด กลัวคนหาว่าโง่ แค่นี้ทำไมอ่านไม่ออก เช่นชื่อแบรนด์ “ รชต ”คนจะงงว่าอ่านออกเสียงอย่างไร จะอ่านว่า “ ระ-ชะ-ตะ ” หรือ “ ระ-ชด” หรือเป็นตัวย่อว่า “ รอ-ชอ-ตอ ”

     5. ชื่อไม่ใกล้เคียงใคร ไม่ควรตั้งชื่อแบรนด์ให้ซ้ำหรือใกล้เคียง หรือออกเสียงคล้ายกับใคร เพราะจะทำให้ลูกค้าสับสน และในกรณีแบรนด์ที่ชื่อใกล้เคียงกับเรามีข้อบกพร่อง หรือมีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพสินค้าหรือการให้บริการ ลูกค้าอาจจะจำผิดคิดว่าเป็นแบรนด์ของเรานอกจากนี้การที่ชื่อหรือรูปแบบแบรนด์ไปใกล้เคียงกับคนอื่นอาจจะก่อให้เกิดปัญหาทางกฎหมายได้ เพราะเจ้าของแบรนด์ที่เราไปคล้ายเขาอาจจะฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ได้

     6. โดดเด่น สะดุดตา ตรงกับตำแหน่งสินค้าของเรา ต้องออกแบบตัวอักษรหรือสีให้สอดคล้องกับตำแหน่งสินค้าที่เรากำหนดไว้ เช่น เป็นสินค้าเพื่อสุขภาพสำหรับลูกค้าพรีเมี่ยม เราควรออกแบบรูปแบบของตัวอักษร หรือสีสันให้ดูหรูหรา ดูแพง สอดคล้องกับตำแหน่งสินค้า

     7. ชื่อไม่เฉพาะเจาะจง ไม่ควรตั้งชื่อแบรนด์ที่เฉพาะเจาะจงเกินไป เพราะจะทำให้หากในอนาคตกิจการขยายไลน์สินค้าเพิ่มเติมอาจจะไม่สอดคล้องกับชื่อแบรนด์ เช่น ในช่วงแรกขายแต่ทุเรียนฟรีซดรายอย่างเดียว เลยใช้ชื่อแบรนด์ว่า “ทุเรียนดี : Durian Dee” พออยากจะขยายไปขายผลไม้ฟรีซดรายอื่นๆ เช่น ลำไย มะม่วง มังคุด ลิ้นจี่ หรือสตอเบอรี ก็ต้องไปตั้งชื่อใหม่ เพราะชื่อเดิมระบุไปแล้วว่าเป็นทุเรียนซึ่งเป็นชื่อเฉพาะเจาะจง ถ้าหากในตอนแรกตั้งชื่อแบรนด์ว่า “ ฟรุตตี้ดี : Fruitee Dee”ไม่ว่าจะขายผลไม้อะไรก็สามารถใช้แบรนด์เดียวกันได้

     8. ชื่อใช้ง่ายต่อการสร้างโลโก้ ชื่อที่ตั้งควรนำมาออกแบบเป็นโลโก้ได้ง่าย เพื่อออกแบบโลโก้ของแบรนด์ให้สวยงามสะดุดตา จดจำได้ง่าย และใช้โลโก้นี้เป็นตัวแทนกิจการในการพิมพ์บนฉลากสินค้า บนบรรจุภัณฑ์ หรือแม้แต่พิมพ์บนนามบัตร ดังนั้นชื่อแบรนด์จึงไม่ควรยาวเกินไป เพราะจะนำไปออกแบบเป็นโลโก้ได้ยาก

   การเริ่มต้นตั้งชื่อเราควรจะคิดชื่อแบบหว่าน คิดหลายๆชื่อ หลายๆแนว ทั้งแนวภาษาต่างประเทศ แนวเก๋ไก๋ หรือแนวกวนๆ ที่มีความหมายดี โดยเอาจำนวนมากไว้ก่อน แล้วค่อยมาคัดกรองเอาชื่อที่ตรงกับแนวคิด ตำแหน่งสินค้า และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย แต่ถ้าคิดไปคิดมาหลายตลบ หลายวันแล้วก็ยังวนเวียนกับชื่อเดิมๆ ที่ซ้ำๆ คล้ายกับคู่แข่งขัน ให้ลองเอาคอนเซ็ปต์สินค้าของเรามาตีความแล้วคิดเป็นคำใหม่ขึ้นมาเองเลยก็ได้ นอกจากจะได้ชื่อแปลกใหม่แล้ว ยังทำให้คนสนใจที่มาของชื่อได้อีกด้วย เช่น เป็นเครื่องสำอางที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อินทรีย์ (Organic) ทำให้ผิวขาวใส อาจจะตั้งชื่อแบรนด์เป็น “ ออแกนเดอไวท์ : Organ De Vice” เพื่อสื่อให้ทราบว่าเป็นแบรนด์เครื่องสำอางออแกนิคที่ใช้แล้วขาว อีกทั้งชื่อแบรนด์ออกเสียงเป็นสำเนียงฝรั่งเศส สอดคล้องกับความเชื่อของคนทั่วไป ที่เชื่อมั่นในคุณภาพของน้ำหอมและเครื่องสำอางจากยุโรป

   สรุปว่าการตั้งชื่อแบรนด์ควรคิดให้ได้จำนวนเยอะๆไว้ก่อน แล้วค่อยมาคัดชื่อที่ไม่ชอบออกไปจนเหลือชื่อที่เข้ารอบสุดท้ายสัก 3 ชื่อ นำไปสอบถามความคิดเห็นของเพื่อนฝูง หรือญาติพี่น้องดู เพราะเขาเหล่านี้เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนลูกค้า จะได้รู้ว่าเขาคิดหรือรู้สึกอย่างไรกับแต่ละชื่อ และคนส่วนใหญ่ชอบชื่อไหน ลูกค้าชอบชื่อ เราก็เอาชื่อนั้น