การขายและการตลาด

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

กฎหมายธุรกิจสำหรับผู้บริหาร SMEs

   ความหมายของธุรกิจในบทความนี้ขอกำหนดขอบเขตว่าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยเท่านั้นไม่นับรวมบุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนพาณิชย์เป็นร้านในชื่อต่างๆเพราะกฎหมายธุรกิจของนิติบุคคลเป็นที่นิยมจัดตั้งขึ้นเมื่อธุรกิจขนาดเล็กเริ่มเติบโตขึ้น ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการSME ที่ไปจดทะเบียนทั้งเป็นห้างฯและบริษัทไม่ค่อยมีความรู้เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจมากนักทำให้มีปัญหาการถูกปรับ, ถูกร้องเรียนและถูกดำเนินคดีจนถึงทำให้กิจการต้องล้มละลายหรือปิดดำเนินการไป เจ้าของกิจการหลายคนชอบอ้างว่าตัวเองไม่รู้เรื่องกฎหมายจึงไม่รู้ว่าผิดกฎหมายด้วยซึ่งเหตุผลนี้จะนำมาเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้ในทางกฎหมายเปรียบเสมือนเราขับรถฝ่าไฟแดงและถูกตำรวจจับ เราก็จะอ้างว่าไม่รู้ว่าห้ามขับรถฝ่าไฟแดงการอ้างแบบนี้ก็ไม่ได้เหมือนกัน การจัดตั้งธุรกิจแล้วก็ต้องดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายเพราะหากทำผิดกฎหมายก็ถูกปรับหรือดำเนินคดีเหมือนบุคคลธรรมดานั่นเอง

เจ้าของกิจการควรทราบกฎหมายเบื้องต้นที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเองดังนี้

   1. กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ๓ลักษณะ ๒๒ หุ้นส่วนและบริษัท, พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499, พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 เป็นต้น

   2. กฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงิน เช่นเรื่องการออกเช็ค, การฟอกเงินเป็นต้น

   3. กฎหมายแรงงาน ที่เกี่ยวกับการจ้างแรงงานต่างด้าว, พระราชบัญญัติการประกันสังคม, การเลิกจ้าง

   4. กฎหมายเรื่องภาษี ที่เกี่ยวกับหน้าที่ของธุรกิจในการชำระภาษีต่างๆเช่น ภาษีรายได้,ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีหัก ณ ที่จ่าย, ภาษีอากร, ภาษีบำรุงท้องถิ่น

   5. กฎหมายหรือข้อบังคับอื่นๆเฉพาะธุรกิจ เช่น พระราชบัญญัติอาหาร, พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร, พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคเป็นต้น

   ผู้บริหารทุกคนควรใส่ใจเรื่องกฎหมายและการเสียภาษีให้มาก โดยเฉพาะการยื่นงบการเงินของธุรกิจควรขอคำปรึกษาบริษัทผู้จัดทำบัญชีที่จ้างมาในเรื่องการจัดทำงบการเงิน การยื่นงบการเงินประจำปี การยื่นภาษีต่างๆตามที่กฎหมายและกรมสรรพากรกำหนด ส่วนใหญ่เจ้าของกิจการขนาดเล็กจะไม่ใส่ใจให้ความสำคัญในเรื่องกฎหมายเลยห่วงแต่เรื่องการเสียภาษีโดยใช้วิธีการหลบเลี่ยงภาษีอย่างถึงที่สุดประกอบกับไปเจอผู้จัดทำบัญชีที่ตามใจลูกค้าด้วยแล้วยิ่งทำให้งบการเงินที่ยื่นไปมีขาดทุนทุกปีจนทำให้ขาดทุนสะสมเกินทุนที่ชำระ เวลากิจการไปกู้เงินจากสถาบันการเงินก็เลยถูกปฏิเสธเพราะงบการเงินที่ขาดทุนเกินทุนและก็แก้ไขอะไรไม่ได้ทำให้มีปัญหาอย่างต่อเนื่องจนต้องจดเลิกกิจการไปจำนวนมาก

   ทาง BSC ได้ประมวลปัญหาของธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลทั้งบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจำกัดที่เข้ามาขอคำปรึกษาที่ศูนย์ BSC โดยจำแนกเป็นเรื่องที่สำคัญๆที่ผู้บริหารธุรกิจ SME มีปัญหาในเรื่องกฎหมายดังนี้

   1. ไม่ยื่นงบการเงินประจำปี กิจการมักมีเหตุผลอยู่ 2 ข้อ คือ

     1.1 เสียดายเงินจ้างผู้ตรวจสอบบัญชี บริษัทจัดทำบัญชีและผู้ตรวจสอบภาษีจัดทำงบการเงินประจำปีเพื่อยื่นเสียภาษีและยื่นให้กับกระทรวงพาณิชย์

     1.2 ไม่ทราบว่าต้องยื่นงบการเงินประจำปีเพราะบริษัทจดทะเบียนขึ้นมาแล้วยังไม่ได้มีธุรกรรมอะไรเลยจึงไม่ยื่นและบางรายไม่เคยยื่นงบการเงินมาก่อนเลยแม้ว่าจะเปิดดำเนินมาหลายปีแล้ว

   ธุรกิจที่ไม่ยื่นงบการเงินให้กับกรมสรรพากรและกระทรวงพาณิชย์มีเป็นจำนวนมากด้วยเหตุผลสองข้อที่กล่าวมาแล้วซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมากของเจ้าของธุรกิจเพราะอย่างไรก็ต้องได้รับความเดือดร้อนภายหลังเพราะกฎหมายมีกำหนดไว้ว่า กรณีบริษัทฯมิได้ยื่นงบการเงินสำนักงานตำรวจแห่งชาติกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจจะออกหมายเรียกซึ่งเป็นความผิดอาญา ฐานไม่ยื่นงบการเงิน โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้กล่าวหา ฐานร่วมกันไม่ส่งงบการเงินของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนภายในเวลากำหนด อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ,30 และ 40 และให้ไปพบที่กองบังคับการตำรวจ ฐานความผิดที่เกี่ยวข้องการไม่ยื่นงบการเงินมีดังนี้

     1. ความผิดฐานไม่ยื่นงบการเงิน มีอายุความตาม ป.อาญา มาตรา 95(5) คือ ถ้าไม่ได้ฟ้องและนำตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในหนึ่งปี นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ

     2. ความผิดตามพระราชบัญญัติการบัญชี กรณีคดีรับหมายเรียกจากตำรวจฐานไม่ยื่นงบการเงินหรือส่งงบการเงินล่าช้าเกินกำหนด

     3. ความผิดตามประมวลรัษฎากร กรณีรับหมายเรียกจากตำรวจฐานความผิดคือไม่ยื่นงบการเงินหรือส่งงบการเงินล่าช้าเกินกำหนด ต้องเสียค่าปรับ

   นิติบุคคลผู้มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50/52/55 จะต้องยื่นแบบฯ พร้อมทั้งชำระภาษี (ถ้ามี) ภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี (โดยต้องยื่นเป็นประจำทุกรอบระยะเวลาบัญชี ไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่ก็ตาม) หากพ้นกำหนด ต้องระวางโทษค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร การเสียค่าปรับต่างๆในการไม่ยื่นงบการเงินอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dbd.go.th หรือสอบถามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากรได้

   2. หลบเลี่ยงภาษีด้วยการตกแต่งตัวเลขหรือไม่ไปยื่นเสียภาษีเลย ปัญหานี้มักมีเหตุผลคือเสียดายเงินค่าภาษีจึงหาทางหลบเลี่ยง เรื่องการหลบเลี่ยงไม่ไปเสียภาษีตามระเบียบของกรมสรรพากร เช่นภาษีรายได้นิติบุคคล, ภาษีหัก ณ ที่จ่าย, ภาษีมูลค่าเพิ่มและอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับกรมสรรพากรถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะกรมสรรพากรถือเป็นเจ้าหนี้รายแรกที่เราต้องจ่ายหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นๆ มีบริษัทหลายแห่งที่ถูกฟ้องยึดทรัพย์จากกรมสรรพากรเพราะไม่ยอมติดต่อเสียภาษีเมื่อสรรพากรมีจดหมายและหมายศาลดำเนินคดีให้จ่ายภาษีให้ครบก็ยังนิ่งเฉย การเป็นเจ้าของธุรกิจต้องใส่ใจเรื่องภาษีของธุรกิจให้มากเพราะธุรกิจอาจต้องเลิกกิจการไปเพราะโดนค่าปรับภาษีจำนวนมากก็ได้

   3. มีปัญหาเรื่องกฎหมายแรงงานและพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ในเรื่องแรงงานหรือพนักงานของธุรกิจดังนี้

     3.1. เรื่องจ้างแรงงานต่างด้าว การจ้างแรงงานต่างด้าวต้องมีใบอนุญาตให้แรงงานทำงานอย่างถูกต้อง เจ้าของกิจการต้องจ้างแต่แรงงานที่ถูกต้องมิฉะนั้นจะโดนโทษปรับสูงมาก

     3.2 ไม่มีการทำประกันสังคมให้กับพนักงานหรือแรงงานที่จ้างมาตามพระราชบัญญัติประกันสังคม ซึ่งระบุไว้ว่า นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปมีหน้าที่ต้องยื่นขึ้นทะเบียนลูกจ้างต่อสำนักงานประกันสังคมพื้นที่โดยจะต้องยื่นขึ้นทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างเข้าทำงาน มิฉะนั้นนายจ้างอาจต้องถูกจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

     3.3 เรื่องถูกลูกจ้างร้องเรียนหรือฟ้องร้องการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงงาน พ.ศ. 2541 หากเจ้าของกิจการที่ไม่ยอมจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้างก็อาจถูกลูกจ้างร้องเรียนที่แรงงานเขตหรือฟ้องที่ศาลแรงงานก็ได้

   นอกจากปัญหา 3 ข้อใหญ่ที่เกิดขึ้นเสมอกับธุรกิจSMEs แล้วยังไม่ปัญหาภาษีอื่นๆ เช่นภาษีป้าย, ภาษีโรงเรือนและภาษีที่ต้องจ่ายเฉพาะธุรกิจด้วย การเป็นกรรมการผู้จัดการหรือผู้บริหารของธุรกิจมีความเสี่ยงเท่ากับบุคคลธรรมดาเช่นกันจึงขอให้หาความรู้เพิ่มเติมจากการอ่านและการสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและภาษีหรือจะสอบถามโดยตรงยังหน่วยงานราชการนั้นๆก็ได้เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่นไม่ผิดกฎหมาย