เทคโนโลยีสารสนเทศ

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

Facebook ตอน1-แนวคิดในการทำตลาดด้วย Facebook

ความเป็นมา

   ถ้าจะพูดถึง Facebook จะหมายถึงบริการบนอินเทอร์เน็ตบริการหนึ่งในรูปแบบของ Social network คือผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารและร่วมทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ในเรื่องที่สนใจ โพสต์รูปภาพ โพสต์คลิปวิดีโอ เขียนบทความ แชทคุยกันแบบออนไลน์ เล่นเกมส์ (เป็นที่นิยมกันอย่างมาก) และยังสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ผ่านแอพลิเคชั่นเสริมที่พัฒนาออกมาให้บริการมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น Facebook Page สำหรับหน้าร้านในการโปรโมทและขายสินค้าสำหรับ SME เป็นต้น

   โดยผู้ก่อตั้งคือ Mark Zuckerburg ตั้งแต่ปี พศ. 2548 โดยตอนแรกเปิดให้เข้าใช้เฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเท่านั้น และก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั้งปัจจุบัน มีผู้ใช้งาน Facebook กว่า 1,860 ล้านราย และมีรายได้กว่า 17,928 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2559 และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากโฆษณา โดยมีธุรกิจที่จ่ายเงินค่าโฆษณาให้ Facebook จำนวน 4 ล้านราย

SME จะใช้ประโยชน์จาก Facebook อย่างไร?

   อย่างที่รู้กันว่าเรามีการใช้ Facebook ในรูปแบบของสื่อสังคมออนไลน์ มีการค้นหาเพื่อน และเพิ่มเพื่อนกันมากมายไม่ว่าจะเพื่อนสมัยประถม มัธยม ไม่ได้เจอกันมาหลายสิบปีก็สามารถกลับมาเจอกันได้บน Facebook และการการโพสต์สถานะ ความคิดเห็น มีการแชร์รูปภาพ หรือ Live กันสดๆก็มี แทบจะพูดได้ว่าบางคนถึงเสพติดเลยทีเดียว โดยกิจกรรมของเราจะถูกแชร์ไปที่หน้า Facebook ของบรรดาเพื่อนที่เราได้เพิ่มเพื่อนเอาไว้ และถ้าเพื่อนของเรากดแชร์ ก็จะเป็นการแชร์ไปยังหน้า Facebook ที่เป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที ซึ่งทำให้มีคนเห็นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

   ดังนั้นในการค้าขายเราสามารถเปิดร้าน(Page)บน Facebook ได้ จากนั้นก็ให้เราเชิญ(invite) เพื่อนเข้าเยี่ยมชนร้านของเรา ถ้าเพื่อนชอบใจหรือสนับสนุนก็จะกด Like เป็นการติดตามกิจกรรมต่างของร้านเรา และถ้าเพื่อนกดแชร์ ก็จะเป็นแชร์ต่อไปที่เพื่อนของเพื่อน ด้วยวิธีนี้ทำให้คนเห็นร้านของเรามากขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนอาจจะมีคนเห็นเป็นร้อยหรือพันก็ได้ และถ้าสินค้าเราโดนใจก็จะมีโอกาสขายได้มากขึ้นนั้นเอง

เครื่องมือการตลาดบน Facebook แบบต่างๆ

   โดยปกติแล้วการสมัคร Facebook เข้ามาครั้งแรกจะเป็นการใช้งานส่วนตัวทั่วไป ซึ่งหน้านี้เราจะเรียกว่า หน้า Profile และก็ยังมีอีกสองส่วนที่เราสามารถสร้างเพิ่มเติมขึ้นได้เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันคือ หน้า Group และหน้า Page ถ้าดูภายนอกอาจจะคล้ายกันแต่ก็มีเด่นที่แตกต่างกันอยู่บ้างดังนี้

   1. หน้า Profile เป็นหน้าส่วนตัวเมื่อเราสมัครเข้ามาครั้งแรก (ถึงจะสามารถสร้างหน้า Group หรือ Page เพิ่มเติมได้) โดยจะเป็นการงานส่วนตัวปกติทั่วไป สำหรับบางคนก็อาจจะใช้หน้านี้ในการประยุกต์เพื่อค้าขายออนไลน์ได้เช่นกัน สำหรับจุดเด่นในหน้านี้ก็คือเยอะกว่าหน้าอื่นๆ เช่นการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว หรือสามารถค้นหาเพื่อน และส่งคำร้องขอเป็นเพื่อนได้ เป็นต้น

   2. หน้า Group เป็นหน้าผู้ใช้งานแบบกลุ่ม เพื่อให้ผู้ใช้งานที่มีจุดประสงค์เดียวกันเข้ามาร่วมพูดคุยกัน มีกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารภายในกลุ่มเพื่อน ที่ทำงาน องค์กร เพื่อใช้เป็นกลุ่มกระจายข้อมูลข่าวสารได้อย่างทั่วถึง รวมเร็ว และมีประสิทธิภาพ จุดเด่นคืนความสามารถในเพิ่มคนเข้ากลุ่มหรือยกเลิกการเข้ากลุ่มก็สามารถทำได้ เป็นต้น

   3. หน้า Page เป็นหน้าที่ออกแบบมาเพื่อให้ทำธุรกิจมากที่สุด จุดเด่นที่สำคัญก็คือสามารถเพิ่มเพื่อน หรือสมาชิกได้ไม่จำกัดจำนวน(ในขณะที่ Profile จะได้ไม่เกิน 5,000 รายชื่อ) และยังมีการเก็บข้อมูลของผู้เข้าชม ให้เราสามารถนำไปใช้งานทางดานการตลาดได้ด้วย แต่ Page ไม่สามารถค้นหาและเพิ่มเพื่อนเองได้ ดังนั้นการที่จะหาคนมากด Link หรือขอเป็นสมาชิกจึงต้องใช้ความพยายามอยู่บ้าง

ตารางเปรียบเทียบเครื่องมือการตลาดบน Facebook

  Profile Group Page
จำนวนสมาชิก 5,000 ไม่มีข้อมูล ไม่จำกัด
การเพิ่มสมาชิก ส่งคำขอเป็นเพื่อน เพิ่มได้เลยจาก Profile กด Like, ขอสมัครเอง
การส่งข้อความ ได้ทั้งส่วนตัวและแบบกลุ่ม ส่งแบบกลุ่ม ส่งแบบกลุ่ม (ไปที่ Other)
การจัดการสมาชิก ทำได้ ทำได้ ปฏิเสธไม่ได้แต่ลบออกได้
แอพพลิเคชั่นเสริม มี ไม่มี มี
สถิติผู้เข้าชม ไม่มี ไม่มี มี
ตั้งชื่อ URL ได้ ไม่มี ได้
ปรับแต่งหน้าตา Application ไม่มี Iframe Application
การแชท ได้ทั้งส่วนตัวและกลุ่ม ได้แบบกลุ่ม ไม่ได้

   ดังนั้นสำหรับ SME ก็สามารถเครื่องมือต่างๆ ได้ตามความเหมาะสม แต่ส่วนใหญ่ในการทำธุรกิจจะนิยมใช้เป็น Facebook Page ส่วนขั้นตอนการสร้างจะพูดถึงอีกที่ แต่ก่อนอื่นเราจะต้องเตรียมข้อมูลเบื้องต้นสำหรับสร้างเพจก่อน ซึงเราจะคุยรายละเอียดในตอนที่ 2