เทคโนโลยีสารสนเทศ

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

อินเทอร์เน็ต ตัวช่วยในการทำธุรกิจ

    ทุกวันนี้ใครๆ ก็ใช้อินเทอร์เน็ตกันจนแทบจะไม่ต้องจาระไนแล้วว่ามันจำเป็นอย่างไรต่อโลกและชีวิตในสังคมยุคใหม่ เพราะข้อดีของการที่ธุรกิจต่างๆ สามารถติดต่อกันผ่านอินเทอร์เน็ตได้มีมากมาย ดังที่ทาง ศูนย์บริการให้คำปรึกษาแนะนำ (Business Service Center – BSC) ได้รวบรวมไว้ อาทิเช่น

  • เข้าถึงหรือติดต่อกับคนได้ทั่วโลก โดยไม่จำกัดประเทศ เวลา ภาษา หรือแม้แต่ระหว่างเดินทาง ไม่อยู่กับที่กับออฟฟิศ ก็ยังสามารถติดต่อกันได้
  • นำเสนอข้อมูลและการใช้งานได้หลายรูปแบบ ทั้งภาพ เสียง วิดีโอ มัลติมีเดีย (multimedia) หรือยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถใช้งานแบบโต้ตอบ (interactive) เพื่อเพิ่มความน่าสนใจหรือเพิ่มตัวเลือกให้ลูกค้า เช่น
    • ลองจับคู่หรือจัดชุด (mix & match) สินค้าแฟชั่นแล้วเห็นภาพได้ทันทีว่าเสื้อตัวนี้กับกระโปรงตัวนี้ใส่แล้วเข้ากันมั้ย โดยเขียนโปรแกรมบนเว็บดึงรูปมาจับคู่กันให้ดู
                          Polyvore.com เลือกเสื้อผ้ามาวางเข้าชุดกันให้ดู
    • ปรียบเทียบสินค้าหลายรุ่นหลายแบบที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เช่นพวกเครื่องไฟฟ้าทั้งหลายอย่างทีวี ตู้เย็น อุปกรณ์มือถือ ฯลฯ โดยเลือกว่าจะเทียบรุ่นไหนบ้าง แล้วดึงข้อมูลเฉพาะรุ่นที่สนใจนั้นมาทำเป็นตารางเปรียบเทียบให้ดูง่าย
    • สามารถให้ลูกค้าจัดชุดส่วนประกอบ (configuration) ของสินค้าหรือบริการได้เอง แล้วรู้ได้ทันทีว่าแบบใดใช้กันได้ ไม่ได้ (โปรแกรมจะคอยควบคุมเองว่าถ้าเลือกข้อนั้นแล้วข้อถัดไปจะเลือกอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง เป็นต้น) และรวมถึงราคาเท่าไหร่ มีของทันทีหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกจัดชุดเครื่องคอมพิวเตอร์ว่าจะเอาสเป็คแบบไหนราคาไหน หรือการจองที่พักหรือตั๋วเครื่องบินร่วมกับแพคเกจอื่นๆ จะมีออปชั่นเสริมอะไรบ้าง ต้องจ่ายเพิ่มอีกเท่าไหร่

apple.com เลือกส่วนประกอบย่อยในเครื่อง Macbook ที่จะซื้อได้
เช่น โปรเซสเซอร์ หน่วยความจำ RAM เพื่อผลิตตามสั่ง

 

    จากข้อดีข้างต้น ซึ่งเน้นที่การติดต่อกับลูกค้าเป็นหลัก แต่หากจะมองในภาพรวมของการเอาอินเทอร์เน็ตมาใช้เป็นตัวช่วยในการทำธุรกิจแล้ว จะสามารถมองได้ในมุมกว้างหลายด้าน คือ

      1. การติดต่อกับผู้ที่ทำงานหรือจัดหาของ (supplier) หรือธุรกิจต้นน้ำ เช่นผู้จัดส่งวัตถุดิบ ผู้จัดทำบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ผู้รับจ้างผลิต (Contractor) ผู้ออกแบบ (Designer) ผู้รับจ้างอื่นๆ

      2. การติดต่อกับลูกค้า (customer) ที่เป็นปลายน้ำถัดไป (ดังตัวอย่างที่อธิบายแล้วข้างต้น)

      3. การติดต่อกับฝ่ายอื่นๆ (บุคคลที่ 3 หรือ Third party) ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เช่น กรมสรรพากร, หน่วยงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME), ส่งเสริมโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP), ส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) และอื่นๆ, ภาคเอกชน เช่น สำนักงานกฏหมาย สำนักงานบัญชี, องค์กรภายนอกที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคหรือสิ่งแวดล้อม, เอเจนซี่หรือผู้ที่ดูแลเรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

    ซึ่งทั้งสามเรื่องนี้เป็นกิจกรรมปกติที่ SME และองค์กรธุรกิจโดยทั่วไปต้องทำอยู่แล้ว แต่เมื่อมีอินเทอร์เน็ตความเร็วมากพอ ทุกอย่างก็สามารถทำได้จากทุกที่ ทุกเวลา โดยออกแรงน้อยแต่ได้ผลลัพธ์มากกว่าเดิม สามารถลงถึงรายละเอียดได้ชัดเจนถูกต้องผ่านทางเว็บไซท์ อีเมล์ หรือสื่อสังคมออนไลน์ (Social media) ต่างๆ

ข้อควรระวัง

    อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าการที่อินเทอร์เน็ตทำให้การสื่อสารระหว่างฝ่ายต่างๆ ง่ายขึ้นนั้น คู่แข่งของเราก็ทำได้แบบเดียวกัน หรือยิ่งไปกว่านั้น คู่ค้าของเราทั้งฝั่ง ต้นน้ำและปลายน้ำ ก็สามารถติดต่อกันเองโดยตรงข้ามหัวเราได้ง่ายๆ เช่นกัน ดังนั้นจึงต้องทบทวนว่ากิจกรรมต่างๆ ของเรานั้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้มากน้อยแค่ไหน คุ้มมั้ยกับการที่จะต้องติดต่อผ่านเรา พูดง่ายๆ คือเรามีบทบาทอะไรในการสร้างมูลค่าเพิ่มระหว่างที่นำส่งสินค้าหรือบริการนั้นๆ ไปให้ถึงมือลูกค้า เช่น

  • การลงทุนไปก่อน (รับความเสี่ยง)
  • การทำการตลาด โฆษณา ประชาสัมพันธ์
  • การควบคุมคุณภาพ (QC – Quality Control) และรับประกันสินค้าหรือ บริการ
  • การเลือกสรรสินค้าและบริการ หรือจัดเป็นแพ็คเกจที่รวมของจากผู้ผลิตคนละรายมาขายด้วยกัน
  • ฯลฯ

    ซึ่งหากเรายังมีบทบาทหรือการสร้างมูลค่าเพิ่มตรงนี้มากพอสมควร ก็ยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อเนื่องไปได้ แต่ในทางตรงกันข้ามหากหน้าที่ของเรามีเพียงแค่การรู้จักลูกค้า หาตลาดที่ขายได้ ก็ให้ระวังว่าเมื่อไรที่ต้นน้ำกับปลายน้ำเค้าหากันเจอ ตกลงซื้อขายกันได้เองแล้ว ราคาที่เคยบวกได้ก็อาจไม่ได้ หรือลูกค้าอาจหายไปและไปค้าขายกันเองข้ามหัวเราได้สะดวกเช่นกัน