เทคโนโลยีสารสนเทศ

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

มาใช้ประโยชน์จากบริการในกลุ่มเมฆ (Cloud) กัน

    เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็พูดถึง "บริการคอมพิวเตอร์ในกลุ่มเมฆ" หรือ Cloud จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว โดยมากจะหมายความถึงระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่สามารถให้บริการตามที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการเก็บข้อมูลภาพหรือวิดีโอ แชท (Chat) เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) และไม่ใช่แค่เก็บข้อมูล แต่รวมถึงการคำนวนหรือประมวลผลอื่นๆ ที่สามารถรองรับหรือให้บริการแก่คนจำนวนมากจากทั่วโลกได้พร้อมๆ กันด้วย


ภาพรวมของระบบ cloud

 

    แต่นอกจากข้อมูลที่อยากจะแบ่งปันหรือเผยแพร่ให้คนทั่วโลกได้ดูได้เห็นแล้ว แม้แต่การจัดเก็บข้อมูลทั่วไปตามปกติ หรือข้อมูลส่วนตัวที่เคยอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเองตรงหน้า ก็สามารถย้ายขึ้นไปเก็บบน cloud ได้เช่นกันถ้าสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ แนวโน้มของการใช้ cloud ในเชิงธุรกิจนั้นยังมีความได้เปรียบที่เหนือกว่าการเก็บในเครื่องของเราเองอีกหลายอย่าง รวมทั้งมีข้อพิจารณาถึงผลดีผลเสีย ซึ่งทางศูนย์บริการให้คำปรึกษาแนะนำ (Business Service Center – BSC) ได้รวบรวมไว้ดังนี้

  • เข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลาที่มีอินเตอร์เน็ต แก้ปัญหาเรื่องไม่รู้ว่าข้อมูลอยู่ที่ไหน ที่เช่น ไม่รู้ว่าอยู่เครื่องที่ไหน ที่ออฟฟิศ ที่บ้าน หรือที่อื่นๆ ไม่ได้หยิบเอาเครื่องโน้ตบุ๊คมา ลืมก๊อปปี้จากเซิร์ฟเวอร์ที่ออฟฟิศ ติดวันหยุดเข้าออฟฟิศไม่ได้ ฯลฯ ขอเพียงมีอินเทอร์เน็ตก็สามารถเรียกข้อมูลมาใช้ได้ตลอดเวลา
  • เข้าใช้ข้อมูลได้จากหลายๆ เครื่องพร้อมกัน เพราะคนเดี๋ยวนี้มีทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน้ตบุ้ค บางทีก็มีมากกว่าอย่างละเครื่อง ดังนั้นหากเก็บในแต่ละเครื่องก็จะมีปัญหาว่าชุดไหนใหม่ล่าสุดกว่ากัน หรือถ้าเก็บในอุปกรณ์ภายนอกเช่น hard disk หรือ SD card ก็จะต้องคอยนำติดตัวไปตลอด ถ้าลืมหยิบไปก็จะเป็นปัญหาขึ้นมาทันที
  • แชร์ข้อมูลกันได้หลายๆ คน โดยไม่ต้องส่งไฟล์ไปมาผ่านอีเมล์หรือโปรแกรม chat ต่างๆ ให้เกิดเป็นหลายชุดน่าปวดหัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มหรือทีมงาน (Collaboration) เช่น การแก้ไขเอกสาร สัญญา ต้นฉบับ อาร์ตเวิร์ก ซึ่งจะมีการแก้ไขซ้ำไปมาบ่อยครั้ง บางครั้งก็แก้เพียงเล็กน้อยจนดูแทบไม่ออกว่าชุดไหนอัพเดทกว่ากัน ทำให้เกิดความสับสนว่าใครมีข้อมูลชุดล่าสุดอยู่ แต่หากแก้ไขที่เอกสารซึ่งเก็บบน cloud ทุกคนในทีมก็จะเห็นเอกสารชุดเดียวกันที่แก้ไขล่าสุดเสมอ
  • มีมืออาชีพช่วยดูแลข้อมูล ทั้งเรื่องการสำรองข้อมูล (Backup) การทำให้ข้อมูลใช้ได้เสมอตลอดเวลา (Availability) และความปลอดภัยจากการถูกแฮ็ค (Security) ทั้งนี้เทียบกับการเก็บเอกสารในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนของเรา หากเครื่องเสียหาย ชำรุด สูญหาย หรือถูกแฮ็ค ข้อมูลก็อาจจะเสียหรือเกิดรั่วไหลไปด้วย ทำให้งานเสียหายหรือหยุดชะงักได้ แต่หากเก็บบน cloud ซึ่งมักจะดำเนินการโดยผู้ให้บริการมืออาชีพ มีระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ มีการทำสำรองหรือแบ็คอัพ (backup) สม่ำเสมอ มีระบบอัตโนมัติที่จะโยกย้ายข้อมูลไปยังเครื่องอื่นๆ ในระบบ cloud หากเกิดข้อผิดพลาดกับเครื่องหรืออุปกรณ์เก็บข้อมูลชุดใดชุดหนึ่งจนใช้ไม่ได้ เพื่อทำให้ข้อมูลใช้ได้ตลอดเวลาไม่หยุดชะงัก (availability) รวมทั้งระบบหรือศูนย์ที่เป็น cloud จะต้องมีระบบป้องกันการโจมตีหรือการแฮ็คจากภายนอกในระดับหนึ่งอยู่แล้ว เช่นระบบ Firewall, ระบบป้องกันการโจมตีแบบ DDoS (Distribute Denial of Service) ที่ไปดึงเอาเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากที่ไม่ได้ป้องกันตัวให้ดีพอจนตกเป็นเครื่องมือของแฮ็คเกอร์ ซึ่งเรียกว่าเป็นเครื่องซอมบี้ (Zombie) คือเหมือนผีดิบที่แฮ็คเกอร์บงการได้ตามใจชอบ ให้มาระดมโจมตีเป้าหมายบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งล่าสุดเมื่อปี 2016 ก็มีการแฮ็คเอาคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กในกล้องวิดีโอที่ต่อผ่านเน็ตนับล้านตัวทั่วโลกมาใช้เพื่อการนี้ การเก็บข้อมูลบน cloud จึงเพิ่มความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลหรือ security ได้ในระดับหนึ่ง

ผู้ให้บริการ


IFTTT เชื่อมโยงและซิงค์ข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการ Cloud storage รายต่างๆ

 

    ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลบน cloud ที่รู้จักกันดีก็เช่น dropbox, Google drive, OneDrive ของ Microsoft, iCloud ของ Apple, box.com เป็นต้น โดยมากมักเริ่มต้นด้วยบริการฟรี ซึ่งฟรีจริงแต่มักให้พื้นที่จำกัดในการเก็บข้อมูล ถ้าต้องการมากกว่านั้นต้องจ่ายเพิ่ม เช่น 100 GB คิดราคาเดือนละ 0.99 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) เป็นต้น นอกจากนี้บางรายหากใช้บริการแบบเสียเงินแล้วจะได้ความเร็วในการอัพโหลดหรือดาวน์โหลดข้อมูลเพิ่มมากกว่าตอนใช้ของฟรีอีกด้วย

บริการเพิ่มเติมอื่นๆ

    นอกจากจัดเก็บข้อมูลแล้ว บริการบนระบบ cloud ยังมีมากกว่านั้นอีก เช่นระบบ AWS (Amazon Web Service) ของอะเมซอน หรือระบบ Azure ของไมโครซอฟท์ ที่เป็น cloud สำหรับให้โปรแกรมเมอร์พัฒนาโปรแกรมขึ้นไปรันได้จากทุกที่ในโลก เป็นต้น แต่ในบทความนี้จะเน้นที่บริการซึ่ง SME สามารถเข้าใช้ได้โดยไม่ต้องอาศัยความรู้ทางเทคนิคมากนัก ซึ่งหลักๆ คือบริการเฉพาะการ "จัดเก็บข้อมูล” และรวมถึงบริการเสริมที่น่าสนใจบางตัว เช่น

  • บริการจัดเก็บข้อมูลย้อนหลัง บริการเก็บข้อมูลบน cloud บางรายจะมีการจัดการเก็บข้อมูลชุดเก่าก่อนการแก้ไขใดๆ ที่เกิดขึ้นเอาไว้ด้วย หรือบางทีก็แยกเก็บไว้หลายๆ ชุด หรือแยกเก็บเป็นของแต่ละวันเลย เรียกว่าเก็บเป็นหลาย revision หรือหลาย edition เผื่อกรณีต้องการใช้ เช่น แก้ของใหม่ที่ผิดไปทับของเก่าที่ถูก หรือต้องการเปรียบข้อมูลเก่ากับใหม่หรือก่อนกับหลังการแก้ไข ก็สามารถเรียกดูที่แก้ไว้ของวันก่อนๆ มาได้ (ซึ่งปกติหากไม่มีบริการนี้ก็เท่ากับข้อมูลถูกแก้ทับไปแล้ว เอาคืนมาไม่ได้) แต่มักจะเป็นบริการที่ต้องเสียเงินเพิ่มพิเศษ (ซึ่งความจริงถ้าเป็นบนเครื่องของเราเอง แทบทุกระบบปฏิบัติการไม่ว่า Windows หรือ MacOS ก็มีการทำงานแบบนี้ให้ใช้อยู่แล้ว แต่มักจะต้องตั้งค่าเพิ่มเติมยุ่งยากอยู่บ้าง คนทั่วไปจึงมักจะไม่ใช้กัน)
  • บริการโปรแกรมสร้างและแก้ไขเอกสาร เวิร์กชีต หรือสไลด์เพื่อพรีเซ็นต์งาน โดยจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดบน cloud ส่วนโปรแกรมจะรันผ่านเว็บโดยไม่ต้องติดตั้งในเครื่อง ซึ่งบางตัวก็สามารถแก้ไขเอกสารพร้อมกันได้หลายคนด้วย เช่นของค่ายกูเกิ้ลก็มี Google Docs, Google Sheets และ Google Slides ของค่ายไมโครซอฟท์ก็มีชุด Microsoft Office for Web (Word, Excel, Powerpoint for web) และแอปเปิลก็มี iWork for iCloud (Pages, Numbers และ Keynote) เป็นต้น
  • บริการซิงค์ (sync) ข้อมูลให้ตรงกันระหว่าง cloud ถ้าจะเพิ่มความมั่นใจว่าข้อมูลที่เก็บบน cloud ไม่หายแน่ ก็อาจเก็บข้อมูลไว้ในผู้ให้บริการ cloud หลายรายได้ เผื่อรายไหนมีปัญหาหรือเลิกกิจการไป เราก็ยังมีสำเนาของข้อมูลอยู่ แต่ควรใช้บริการเพียงที่เดียวในการทำงานจริง ที่อื่นนั้นให้ใช้สำรองข้อมูลของที่แรกเท่านั้น ซึ่งกรณีแบบนี้แนะนำให้ sync ข้อมูลของต่าง cloud ให้ตรงกันอัตโนมัติด้วยบริการจากเว็บภายนอกอย่าง IFTTT (IF This Then That) ที่ ifttt.com ด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นภาระคอยดูแลให้ข้อมูลตรงกันเอง


iCloud ของ Apple มีโปรแกรม iWork for iCloud ที่แก้ไขเอกสารได้

 

ข้อควรระวัง

    อะไรที่มีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสีย cloud ก็เช่นกัน ซึ่งควรพิจารณาชั่งน้ำหนักให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง เช่น

  • การใช้ข้อมูลบน cloud จะต้องต่อเน็ตความเร็วสูงพอและเสถียรพอ (ในทางปฏิบัติ แค่ ADSL หรือเน็ตมือถือ 3G, 4G ก็พอแล้ว) หากต่อเน็ตไม่ได้ โปรแกรมหรือแอพของผู้ให้บริการก็มีความสามารถโหลดหรือ sync ข้อมูลมาเก็บไว้บนเครื่องของเราก่อนแล้วเพื่อให้เรียกใช้ได้ตลอด แต่เมื่อทำแบบนั้นถ้าเป็นไฟล์ที่ใช้งานร่วมกับคนอื่นก็อาจมีคนอื่นแก้ไขข้อมูลชุดอื่นอยู่พร้อมๆ กัน เวลาต่อเน็ตได้แล้ว sync กันจะเกิดข้อมูลขัดแย้งหรือ conflict ขึ้น เจ้าของข้อมูลต้องเสียเวลามานั่งเลือกว่าชุดไหนใหม่กว่ากันหรือชุดไหนต้องการเก็บไว้ใช้ต่อ หรือต้องมาตัดต่อข้อมูลที่คนละคนแก้คนละที่มารวมในชุดเดียวกัน
  • ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ประเด็นนี้จะขึ้นกับความเชื่อใจได้ของผู้ให้บริการ ดังนั้นควรเลือกรายที่ไว้ใจได้ ชื่อเสียงดี หรือถ้าข้อมูลลับหรือสำคัญมากๆ ก็อาจต้องมีการเข้ารหัสไม่ให้ผู้ให้บริการ cloud อ่านได้ หรืออาจหลีกเลี่ยงไม่ใช้ cloud เห็บข้อมูลเหล่านั้นไปเลย