ทรัพยากรบุคคล

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

การสร้างภาวะผู้นำ

   เจ้าของธุรกิจ SMEs จำนวนมากมีปัญหาการสั่งงานลูกน้อง การควบคุมคน และการสร้างขวัญกำลังใจให้กับลูกน้องตนเอง นั่นก็เพราะเจ้าของกิจการคนนั้นไม่มีภาวะผู้นำ ศูนย์ BSC ได้มีผู้ประกอบการจำนวนมากขอคำปรึกษาว่าลูกน้องออกบ่อย ลูกน้องไม่ยอมทำงาน ลูกน้องดื้อชอบชักสีหน้า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเจ้าของไม่ได้สร้างความเป็นผู้นำให้ลูกน้องทำงานให้หรือลูกน้องพึ่งลูกพี่ไม่ได้เวลามีปัญหา เราสังเกตได้ว่าพอพูดถึงหัวหน้าหรือเจ้านาย หากบอกว่าคนๆนี้พึ่งพาได้ เราก็จะยอมทำงานให้โดยศิโรราบและมั่นใจว่าหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาเจ้านายคนนี้ไม่ทิ้งเราแน่ การที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กไม่ได้สร้างภาวะผู้นำนั้นอาจเป็นเพราะเขายังไม่ได้สะสมประสบการณ์การเป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารมาก่อน จบมาไม่นานก็ทำธุรกิจของตนเองจึงขาดประสบการณ์ที่จะนำพาผู้ใต้บังคับบัญชาได้ หรืออีกเหตุผลหนึ่งคือครอบครัวมีธุรกิจอยู่แล้วพอเรียนหนังสือจบมาก็ได้เป็นผู้บริหารธุรกิจเลย จึงไม่สามารถควบคุมลูกน้องเก่าๆของพ่อแม่ให้เชื่อฟังได้ ดังนั้นการจะให้ธุรกิจเติบโตได้เจ้าของกิจการจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ หาประสบการณ์รวมทั้งฝึกอบรม ฝึกฝนการมีภาวะผู้นำที่ดี เพราะหัวดีหางก็จะตามไปได้ดีด้วย หากผู้ประกอบการหวังพึ่งให้ลูกน้องทำและควบคุมลูกน้องคนอื่นอีกไม่นานลูกน้องคนที่เราไว้ใจก็จะออกไปทำธุรกิจเอง

   การเป็นผู้นำที่ดีควรต้องเริ่มจากการมีคุณลักษณะและคุณสมบัติที่ดีเพื่อการเป็นผู้นำจะได้รับการยอมรับซึ่งเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารควรพัฒนาตนเองให้ได้ตามคุณลักษณะและคุณสมบัติเหล่านี้

     1. สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ผู้นำที่สุขภาพดีจะได้รับการยอมรับมากกว่าผู้นำที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง

     2. มีความรู้และการศึกษา ผู้นำที่มีความรู้ความสามารถในงานที่ทำจะได้รับการยอมรับมากกว่าการที่ความรู้น้อยหรือไม่มีความรู้ในงานที่ทำ

     3. มีความสามารถและสติปัญญาดี ผู้นำที่ฉลาดและมีความสามารถในการแก้ปัญหาได้ดีจะได้รับการยอมรับมากกว่าผู้นำที่ไม่มีความสามารถและเรียนรู้ยาก

     4. บุคลิกภาพดี การเป็นผู้นำต้องฝึกบุคลิกภาพตนเองให้ดี ไม่หลุกหลิก กัดเล็บ หรือมีเสียงในคอแปลกๆ การมีบุคลิกภาพดี แต่งตัวตามกาลเทศะทำให้สังคมยอมรับการเป็นผู้นำได้ดี

     5. ขยัน อดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ผู้นำที่ดีจะต้องเป็นผู้นำให้ผู้ตามเห็นว่าการทำอะไรต้องไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ขยันอดทนเพื่อให้งานสำเร็จแม้ว่าจะต้องกลับดึกเพื่อให้งานสำเร็จได้ ก็จะได้รับการยอมรับมากกว่าผู้นำที่ขี้เกียจ ได้แต่สั่งให้ลูกน้องทำงาน

     6. มีมนุษย์สัมพันธ์ดี การเป็นผู้นำต้องฝึกฝนการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีทั้งลูกน้อง ลูกค้าและสังคมรอบข้างเพื่อได้รับความร่วมมือที่ดีเมื่อต้องการความร่วมมือจากสังคม

คุณสมบัติการเป็นผู้นำที่ดีมีดังนี้

   1. เป็นผู้มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ มองการณ์ไกล (มีวิสัยทัศน์ที่ดี) ไม่ใช่ความคิดแบบเพ้อฝันแต่เป็นความคิดที่ช่วยให้กิจการเจริญเติบโตได้

   2. เป็นผู้สั่งงานและกระจายงานให้ลูกน้องได้เหมาะสม ผู้นำที่ดีต้องมีความยุติธรรมในการมอบหมายงาน และมีศิลปะในการสั่งงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเต็มใจที่จะทำและทำงานนั้นอย่างเต็มที่

   3. รู้จักสอนงานและพัฒนาผู้อื่น ผู้นำที่ดีต้องรู้พัฒนาความรู้ ความสามารถของลูกน้องตนเองให้เก่งขึ้นด้วยการสอนงานหรือส่งไปสัมมนาอบรมให้ลูกน้องตนเองมีความสามารถมากขึ้นในการทำงาน

   4. สร้างขวัญ กำลังใจให้กับลูกน้องและทีมงานตนเอง การสร้างขวัญกำลังใจบางคนก็เป็นเรื่องของค่าตอบแทน คำชมเชย รางวัลเพื่อให้ลูกน้องตนเองมีขวัญและกำลังใจในงานต่อไป

   5. รู้จักสร้างแรงบันดาลใจ และจูงใจให้ทีมงานหรือลูกน้องในกิจการให้สามารถทำงานร่วมกันไปสู่เป้าหมายของกิจการหรือส่วนงานของตนเองได้ พยายามอย่าให้มีความขัดแย้งในงานที่ต้องร่วมทำงานเป็นทีม

   การมีภาวะผู้นำที่ดีจำเป็นต้องฝึกฝนและพัฒนาจนบุคลิกและความคิดเปลี่ยนไปจนกระทั่งเป็นผู้นำที่ดีได้ เจ้าของกิจการสามารถเลือกรูปแบบผู้นำตามทฤษฎีของภาวะผู้นำของ Kurt Lewin (นักจิตวิทยาชาวเยอรมันปี 1890-1947) โดยการเลือกลักษณะผู้นำควรจะคำนึงถึงลูกน้องหรือผู้ปฏิบัติงานที่เราดูแลเป็นหลักเพราะลูกน้องจะมีการศึกษาและภูมิหลังที่ต่างกัน โดยการเลือกลักษณะผู้นำก็ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังเป็นผู้นำของกลุ่มไหน โดย Kurt Lewin แบ่งลักษณะผู้นำเป็น 3 แบบคือ

     1. ผู้นำแบบเผด็จการ (Autocratic Leader) เป็นผู้นำที่ชอบออกคำสั่งให้ปฏิบัติตามโดยใช้การติดต่อสื่อสารทางเดียว ใช้อำนาจควบคุม มีบทลงโทษและรางวัลชัดเจน เน้นผลงานและเป้าหมาย ชอบตัดสินใจด้วยตัวเอง จะเน้นงานมากกว่าเน้นสัมพันธภาพของคน ผู้นำลักษณะนี้เหมาะกับการเป็นผู้นำของคนงานที่เป็นแรงงานมีการศึกษาต่ำ ไม่สนใจการพัฒนาความรู้และความสามารถ ผู้นำจึงควรใช้วิธีเผด็จการเพื่อสั่งงานและกำหนดบทลงโทษและรางวัลให้เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กร

     2. ผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic Leader) เป็นลักษณะผู้นำที่มีประสิทธิภาพที่สุด มีผู้นำจำนวนมากที่นิยมการนำแบบประชาธิปไตย คือ เน้นการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับลูกน้อง ฟังความคิดเห็น คำนึงถึงความต้องการและความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชา เน้นดูแลและมีสัมพันธภาพของคนมากกว่าเน้นงาน เพื่อจูงใจให้คนทำงานได้ตามเป้าหมาย ลักษณะผู้นำประเภทนี้เหมาะกับการปกครองพนักงานที่มีความรู้ ความสามารถ มีการศึกษาสูงเพระการให้อิสระในการออกความเห็นจะทำให้เขาพอใจและพร้อมที่จะทำงานที่ตนได้ออกความเห็นไป

     3. ผู้นำแบบเสรีนิยม (Laissez-faire Leader) เป็นผู้นำที่ให้ความอิสระแก่ลูกน้องในการทำงาน ให้เสรีภาพในการแก้ปัญหาเองโดยผู้นำจะให้ทรัพยากรต่างๆทั้งเครื่องใช้และงบประมาณที่จำเป็นแก่การทำงานเพื่อให้ลูกน้องทำงานได้ด้วยตัวเอง โดยหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองและลูกน้อง ผู้นำประเภทนี้จะเหมาะกับการปกครองลูกน้องที่มีงานประเภทสร้างสรรค์, งานศิลปะ, งานวิจัย หรืองานที่ไม่มีเวลาทำงานที่แน่นอน ต้องอาศัยความสามารถพิเศษของผู้ใต้บังคับบัญชา

   จากลักษณะผู้นำทั้งสามแบบที่กล่าวมานั้นจะมีบรรยากาศการทำงานที่แตกต่างกัน การจะเป็นผู้นำแบบใดก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นใคร อาจจะผสมปนเปหรือเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อผู้ประกอบการจะสามารถนำพาให้กิจการไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้นำแบบใดก็ควรมีใจยุติธรรม ไม่ลำเอียง รู้จักแก้ปัญหาและไม่ผลักความรับผิดชอบทั้งหมดให้ลูกน้องตนเอง การสร้างภาวะผู้นำจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพและเพิ่มพูนความรู้ความสามารถในการบริหารงานตามทักษะของผู้นำทั้งสามประการด้วย