ทรัพยากรบุคคล

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

โครงสร้างอัตราเงินเดือนพื้นฐานและสิทธิประโยชน์

    ปัญหาหนึ่งของโครงสร้างเงินเดือนคือ เจ้าของธุรกิจมักไม่ได้กำหนดค่าจ้าง (เงินเดือน/ผลตอบแทน) ของตนเอง เพราะคิดว่ารายได้ของธุรกิจ คือเงินเดือนตัวเอง การที่เจ้าของธุรกิจต้องกำหนดเงินเดือนและผลตอบแทนตนเอง เพื่อการบริหารจัดการการเงินของหน่วยงานที่เป็นระบบ เจ้าของอาจคิดว่ารายได้ของหน่วยงานคือผลงานตนเองจึงสามารถใช้ได้อย่างอิสระ แต่อย่าลืมหน่วยงานต้องโตขึ้น หากเราไม่กำหนดทุกอย่างให้เป็นระบบอาจก่อให้เกิดปัญหาในอนาคตได้ โดยเฉพาะเรื่องการเงินเป็นเรื่องที่ต้องวางระบบตั้งแต่ต้นเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา ทั้งนี้ผู้เขียนขอให้ผู้อ่านพิจารณาข้อมูลในภาพต่อไปนี้

    จากรูปจะเห็นได้ว่าหนึ่งใน “เหตุผลที่การเงินล้มเหลว” คือ “คิดว่าผลกำไรคือรายได้ส่วนตัว” จะช่วยสนับสนุนว่าทำไม เจ้าของ และ HR ต้องกำหนดโครงสร้างเงินเดือนและผลตอบแทนให้เจ้าของธุรกิจ ซึ่งช่วงการวางแผน หรือ ช่วงเริ่มต้นธุรกิจเจ้าของสามารถกำหนดเงินเดือน/ผลประโยชน์ให้ตนเองได้ (ก็อย่ามากเกินไปนะคะ) ผู้เขียนเคยถามผู้ประกอบการ และ ว่าที่ผู้ประกอบการ ว่าต้องการเงินเดือนเท่าไหร่? คนที่ต้องการทำธุรกิจจริงๆ มักคิดเงินเดือนตัวเองปกติ เช่น 30,000 - 50,000 บาท แต่คนที่มาอบรมแบบสนุกๆ (มีงานประจำแล้ว) ก็จะกำหนดแบบเกินไป เช่น 500,000 บาท ก็ขำ ๆ กันไป

    การกำหนดผลตอบแทนอย่างเป็นระบบก็ทำให้เจ้าของทราบว่าตัวเองต้องทำงานเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามที่กำหนด

หลักการและขั้นตอนในการทำโครงสร้างเงินเดือน

    1. กำหนดตำแหน่งงานให้ชัดเจน เริ่มตั้งแต่โครงสร้างหน่วยงาน ตำแหน่งงานต่างๆ หน้าที่และความรับผิดชอบ (JD)

    2. จัดลำดับของกลุ่มตามความยากง่ายของงาน หรือ ที่เรียกว่าการประเมินค่างาน

    3. หาข้อมูลอัตราค่าจ้างในท้องตลาด โดยนำข้อมูลนั้นมาเทียบเคียงกับตำแหน่งงาน และ ระดับงานที่กำหนด เช่น ระดับ 1 มีตำแหน่งอะไรบ้าง และ ในข้อมูลอัตราค่าจ้างมีตำแหน่ง และ ระดับ ที่เทียบกับเราหรือไม่ ถ้ามีเหมือนกันก็นำตัวเลขนั้นไปใช้เลย

    4. วางโครงสร้างเงินเดือน เมื่อดำเนินการในข้อ 3 เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ การหาค่าต่ำสุด และ สูงสุดของโครงสร้างเงินเดือนแต่ละระดับ โดยให้ความกว้างของช่วงเงินเดือนจากต่ำสุด ไปสูงสุดอยู่ที่ 100 - 120% ตัวอย่าง การหาค่าเฉลี่ยเงินเดือนโดยการนำเอาอัตราค่าจ้างสูงสุด บวกด้วย อัตราค่าจ้างตำ่สุดมาหาค่าเฉลี่ย หาร ด้วย 2 (สูงสุด + ต่ำสุด/2) ตัวอย่างเช่น อัตราค่าจ้างต่ำสุดของกรุงเทพฯ เท่ากับ 310 บาท/วัน หรือ 9,300 บาท/เดือน ความกว้างของช่วงเงินเดือน เท่ากับ100% ดังนี้อัตราค่าจ้างของเงินเดือนสูงสุดจะเท่ากับ 18,600 บาท ค่าเฉลี่ยจะเท่ากับ (18,600 + 9300)/2 = 13,950บาท ดังนั้นโครงสร้างเงินเดือนจะมีภาพดังนี้

ระดับ ตำแหน่ง อัตราต่ำสุด ค่าเฉลี่ย อัตราสูงสุด
8 เจ้าของ 50,000 75,000 100,000
1 พนักงานขับรถ/แม่บ้าน 9,300 13,950 18,600

 

    การขึ้นเงินเดือนในแต่ละปี ประมาณ 5% หรือ ตามผลประกอบการ

    จากตารางอัตราเงินเดือนที่เหมาะสมในแต่ละตำแหน่งนี้ incquity.com ได้กำหนดไว้ว่าระดับเงินเดือนขั้นต่ำสุด (Min) และ ระดับสูงสุด (Max) ของแต่ละตำแหน่งเริ่มตั้งแต่พนักงานระดับปฏิบัติการ จนถึงผู้บริหาร ควรอยู่ที่เท่าไหร่ เราสามารถนำไปใช้ หรือ ไปแตกย่อยเพื่อให้เห็นความก้าวหน้าในอาชีพต่อไปก็ได้ เช่น พนักงานระดับปฏิบัติการทำงานจนเงินเดือนถึง ระดับเงินเดือนต่ำสุดของระดับหัวหน้างาน ผู้บริหารพิจารณาแล้วว่าสามารถเป็นหัวหน้างานได้ ก็อาจส่งไปอบรม และ สอบเพื่อยกระดับขึ้นเป็นหัวหน้างาน หรือ อาจปรับให้อัตโนมัติ

 

แหล่งข้อมูล :

    วนิดา วาดีเจริญ. การจัดการทรัพยากรมนุษย์ จากแนวคิด ทฤษฎี สู่ภาคปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2556.

    ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร. วิธีทำโครงสร้างเงินเดือนอย่างง่าย ๆ. prakal.wordpress.com

    เปิดผลสำรวจค่าจ้างมนุษย์เงินเดือนของ สำนักงานข้าราชการพลเรือน และ สำนักงานสถิติแห่งชาติ.12 กันยายน 2014 Thaipublica.org.