ทรัพยากรบุคคล

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

อบรมและพัฒนาบุคลากร : การพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรม

    เมื่อได้ความจำเป็นในการฝึกอบรมแล้ว เราต้องนำมาวางแผน และ กำหนดโปรแกรมเพื่อการพัฒนาบุคลากร โดยการอบรมพนักงานมี 2 แบบ คือ จัดอบรมภายในหน่วยงาน (In-house Training) กับ การส่งพนักงานไปอบรมภายนอกหน่วยงาน (Public Training)

    ส่วนประกอบของหลักสูตรการฝึกอบรมและพัฒนา แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ คือ

    1. ตำแหน่งงานนี้ต้องอบรมเรื่องอะไรบ้างจึงจะทำงานนี้ได้

    2. ตำแหน่งงานนี้ควรจะอบรมเรื่องอะไรบ้างจึงจะพัฒนาและปรับปรุงงานได้

    3. ตำแหน่งงานนี้ควรอบรมเรื่องอะไรบ้างจึงจะสามารถก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้น

การพัฒนาทักษะ (Skill) ประกอบด้วย

    1. ด้านเทคนิค (Technical Skill) เป็นการพัฒนาเฉพาะทางเพื่อให้เกิดความชำนาญในการทำงาน เช่น เทคนิคการใช้คอมพิวเตอร์ การเจียร การใช้เครื่อง CNC เป็นต้น ซึ่งการพัฒนาเทคนิคนี้ สามารถส่งบุคลากรไปอบรมภายนอกได้ (หากจำนวนบุคลากรมีจำนวนไม่มาก)

    2. ด้านการจัดการ (Managerial Skill) เป็นการพัฒนาเพื่อนำความรู้ไปบริหารจัดการคน วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักร หรือ แม้แต่วิธีการทำงานเพื่อลดความสูญเปล่า ความไม่สม่ำเสมอ และ ความไม่แน่นอนของปัจจัยที่ใช้ในการผลิต หรือ การทำงาน

    3. ด้านสัมพันธภาพ หรือ การติดต่อสัมพันธ์ (Inter-personal Skill) เป็นการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคลากร เช่น การสื่อสาร การนำเสนอ การเป็นผู้นำ เป็นต้น

นอกเหนือจากการพัฒนาความรู้แล้ว ยังมีการพัฒนาทักษะโดยแบ่งเป็น 3 เรื่อง หลัก ๆ ดังนี้

      ทั้งนี้ทักษะดังกล่าวข้างต้นจะเน้นแต่ละระดับผู้เข้าอบรมไม่เหมือนกัน เช่นระดับปฏิบัติการ/หัวหน้างาน จะเน้นเรื่องเทคนิคมากกว่าการจัดการ ส่วนผู้จัดการ/ผู้บริหารชั้นสูงจะเน้นทักษะบริหารจัดการมากกว่าทักษะด้านเทคนิคเป็นต้น

      จากภาพซ้ายมือจะเห็นได้ว่ามีการกำหนดระดับชั้นของผู้เข้าอบรม เช่นหากอบรมเรื่อง 5ส. จะแบ่งเป็นระดับปฏิบัติการเน้นทำ 5ส.อย่างไร (How to) ส่วนระดับบริหารเน้น How to และ ระบบ 5ส. ตั้งแต่การวางแผน ดำเนินงานและ ติดตามผล ตลอดถึงการกำหนดนโยบาย และ การให้การสนับสนุน

      นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น หน่วยงานสามารถกำหนดเส้นทางการฝึกอบรม (Training Road Map) ในแต่ละตำแหน่ง หรือ แต่ละระดับของพนักงาน Training Raod Map เป็นการกำหนดว่าจะอบรมเรื่องอะไร เมื่อไหร่ ตำแหน่งไหน ดังตัวอย่าง Training Road Map ต่อไปนี้

โครงสร้างการเขียนโปรแกรมการฝึกอบรม ประกอบด้วย

    1. ชื่อหน่วยงาน

    2. ชื่อโครงการ

    3. วัตถุประสงค์

    4. หัวข้อการฝึกอบรม

    5. เป้าหมายในการอบรม (ตัวชี้วัดก็ได้)

    6. กลุ่มเป้าหมาย และ จำนวนผู้เข้าอบรม ปกติจำนวนผู้เข้าอบรมที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 40 - 45 คน (วิชาที่เกี่ยวกับการพัฒนาความรู้ และ ทักษะ)

    7. วิธีการ (รูปแบบ) ฝึกอบรม

    8. ระยะเวลาและสถานที่ในการดำเนินการ

    9. งบประมาณที่ใช้

    10. การประเมินผลการฝึกอบรม

    11. ผลที่คาดว่าจะได้รับ

    12. หน่วยงาน/ผู้รับผิดชอบ

    การส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมภายนอกหน่วยงาน (Public Training) อาจจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า แต่จำนวนผู้รับข้อมูลในเรื่องนั้น ๆ ก็มีน้อยด้วยเช่นกัน ดังนั้น การส่งบุคลากรไปอบรมภายนอก ผู้ดำเนินการคัดเลือกควรมั่นใจว่าผู้ที่ถูกส่งไป หรือ ทีมที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อไปเข้าสัมมนา หรือ อบรมภายนอกจะสามารถนำความรู้กลับมาถ่ายทอดภายในหน่วยงานได้อีก อันจะเป็นการส่งผลกระทบที่เป็นการขยายผลการฝึกอบม (Multiplier Effect)

    ผู้เขียนมีประสบการณ์จากการเป็นวิทยากร และอยากฝากไว้กับหน่วยงานที่วางแผนในการพัฒนาบุคลากร สิ่งที่ฝากไว้ คือ

      1. ผู้จัดอบรม หรือ เจ้าของโครงการ ควรหาโอกาสฟังการบรรยายของวิทยากรที่ต้องการเชิญไปบรรยายในหน่วยงาน หรือ อย่างน้อยก็ต้องมีแหล่งอ้างอิงที่เชื่อได้ แต่จะให้ดีควรเป็นผู้สังเกตการณ์และพิจารณาว่าหัวเรื่องที่วิทยากรบรรยาย บุคลิกท่าทาง การสร้างบรรยากาศในการอบรมเหมาะกับวัฒนธรรมของหน่วยงานเราไหม

      2. การประสานงานวิทยากรควรให้เกียรติ เพราะวิทยากรบางคนอาจไม่เรื่องมากแต่ก็ควรดูแลอย่างดีเพื่อสร้างความประทับใจกับวิทยากร ทั้งการเดินทาง ที่พัก(หากเดินทางไปนอกพื้นที่) อาหาร สถานที่ ผู้เข้าอบรม และ ค่าตอบแทนวิทยากร

      3. ก่อนพบวิทยากรควรเตรียมข้อมูลในการพูดคุยให้พร้อม เช่น ปัญหาที่เราพบในหน่วยงานคืออะไร? และ คาดว่าการอบรมบุคลากรเราจะได้อะไร? ไม่ใช่ให้วิทยากรสอนอะไรก็ได้

      4. ควรกำหนดเจ้าหน้าที่ประสานงานกับวิทยากรเพื่อเตรียมการก่อนอบรม อาทิ เรื่องการใช้อุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ (วิทยากรจะนำคอมพิวเตอร์มาเอง? ใช้สายเสียงไม๊?) เอกสารประกอบการบรรยาย การเดินทางมาบรรยาย (หากไม่นอกพื้นที่ก็ควรเตรียมที่จอดรถให้เหมาะสม) การจัดห้องอบรม เป็นต้น

      5. ขณะอบรมควรดูแลผู้เข้าอบรม และ ควรกำหนดข้อห้ามสำหรับผู้เข้าอบรมด้วย (อาทิ ไม่อนุญาตให้ผู้เข้าอบรมนำมือถือเข้าอบรม การแต่งตัว) ห้องอบรม (เสียง แสง ความร้อนความเย็น) อาหารเครื่องดื่ม

      6. ติดตามผลหลังการอบรม ตัวอย่างเช่น หน่วยงานจัดอบรมเรื่องการสร้างทีมงาน และต้องการเห็นผลการทำงานเป็นทีมหลังการอบรม ผู้จัดอบรม และ ทีมงานก็ควรกำหนดโครงการการมีส่วนร่วมหลังการอบรม เช่นนำ 5ส. หรือ ISO มาใช้ใน หน่วยงาน หรือ กำหนดโครงการปรับปรุงงาน นำระบบคิวซีมาใช้เป็นต้น