กฏหมาย

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

ธุรกิจสำหรับเจ้าของคนเดียว

 

เพื่อการจัดตั้งธุรกิจที่เหมาะสมกับตนเอง ผู้เริ่มต้นธุรกิจก็ควรมีความรู้ในเรื่องรูปแบบการจดทะเบียนธุรกิจ จากขั้นตอนเริ่มธุรกิจข้างบนเราได้ก้าวผ่านมาถึงขั้นตอนการเริ่มธุรกิจ (Start up)แล้ว ก่อนจะอธิบายถึงรูปแบบการจดทะเบียนของธุรกิจ อยากให้ผู้อ่านทราบว่าธุรกิจในประเทศเราแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆคือ

  • ธุรกิจผลิต (Manufacturing Business)
  • ธุรกิจซื้อขายสินค้าหรือซื้อมาขายไป (Merchandising Business)
  • ธุรกิจบริการ (Services Business)

ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจประเภทไหนก็ตาม ก็ต้องมีรูปแบบการจดทะเบียนธุรกิจทั้งสิ้น ซึ่งในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่เป็น(SMEs) นี้ผู้เขียนจะขอแบ่งให้เข้าใจได้ง่ายๆเป็น 2 ลักษณะคือ

  • บุคคลธรรมดา ที่เป็นเจ้าของคนเดียว
  • นิติบุคคล ที่มีเจ้าของหลายคน

การพิจารณาเลือกรูปแบบธุรกิจ

ซึ่งในบทนี้เราจะกล่าวเฉพาะการจัดตั้งธุรกิจสำหรับบุคคลธรรมดา ที่เป็นเจ้าของคนเดียว โดยมีรูปแบบการจดทะเบียนได้ 2 รูปแบบคือ

  • จดทะเบียนพาณิชย์ ผู้ประกอบการสามารถใช้ชื่อของตัวเองจดทะเบียนได้เลยหรือจะใช้ชื่อร้านที่ต้องการให้ลูกค้าจดจำได้ง่ายเป็นชื่อที่จดทะเบียนพาณิชย์ก็ได้ การเสียภาษีก็ไม่ต้องไปขอเลขผู้เสียภาษี ให้ใช้เลขบัตรประชาชนของผู้จดได้เลย กิจการค้าที่เป็นบุคคลธรรมดา(เจ้าของคนเดียว) ต้องจดทะเบียนพาณิชย์มีดังนี้

    • 1. ผู้ประกอบกิจการโรงสีข้าวและโรงเลื่อยที่ใช้เครื่องจักร
    • 2. ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าไม่ว่าอย่างใดๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่าง คิดรวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งขายได้เป็นเงินตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป หรือมีสินค้าดังกล่าวไว้เพื่อขายมีค่ารวมทั้งสิ้นเป็นเงินตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป
    • 3. นายหน้าหรือตัวแทนค้าต่างซึ่งทำการเกี่ยวกับสินค้าไม่ว่าอย่างใด ๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ตาม และสินค้านั้นมีค่ารวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งวันใดเป็นเงินตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป
    • 4. ผู้ประกอบกิจการหัตถกรรมหรืออุตสาหกรรมไม่ว่าอย่างใด ๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ตาม และขายสินค้าที่ผลิตได้ คิดราคารวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งวันใดเป็นเงินตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไปหรือในวันหนึ่งวันใดมีสินค้าที่ผลิตได้มีราคารวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป
    • 5. ผู้ประกอบกิจการขนส่งทางทะเล การขนส่งโดยเรือกลไฟหรือเรือยนต์ประจำทาง การขนส่งโดยรถไฟ การขนส่งโดยรถราง การขนส่งโดยรถยนต์ประจำทาง การขายทอดตลาด การรับซื้อขายที่ดิน การให้กู้ยืมเงิน การรับแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตราต่างประเทศ การซื้อหรือขายตั๋วเงิน การธนาคาร การโพยก๊วน การทำโรงรับ จำนำ และการทำโรงแรม
    • 6. ขาย ให้เช่า ผลิต หรือรับจ้างผลิต แผ่นซีดี แถบบันทึก วีดีทัศน์ แผ่นวีดีทัศน์ ดีวีดี หรือแผ่นวีดีทัศน์ระบบดิจิตัล เฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง
    • 7. ขายอัญมณี หรือเครื่องประดับซึ่งประดับด้วยอัญมณี
    • 8. ซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
    • 9. บริการอินเทอร์เน็ต
    • 10. ให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย
    • 11. บริการเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
    • 12. การให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อินเทอร์เน็ต
    • 13. การให้บริการฟังเพลงและร้องเพลงโดยคาราโอเกะ
    • 14. การให้บริการเครื่องเล่นเกมส์
    • 15. การให้บริการตู้เพลง
    • 16. โรงงานแปรสภาพ แกะสลัก และการหัตถกรรมจากงาช้าง การค้าปลีก การค้าส่งงาช้างและผลิตภัณฑ์จากงาช้าง

    ** ผู้สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dbd.go.th/ewt_news.php?nid=373

    อย่างไรก็ตามยังมีบางกิจการที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ได้แก่

    • 1. การค้าเร่ การค้าแผงลอย
    • 2. พาณิชยกิจเพื่อการบำรุงศาสนาหรือเพื่อการกุศล
    • 3. พาณิชยกิจของนิติบุคคลซึ่งได้มีพระราชบัญญัติ หรือพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้น
    • 4. พาณิชยกิจของกระทรวง ทบวง กรม
    • 5. พาณิชยกิจของมูลนิธิ สมาคม สหกรณ์
    • 6. พาณิชยกิจของกลุ่มเกษตรกรที่ได้จดทะเบียนตาม ปว.141 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2515 (คือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

    จากกิจการที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่เป็น พ่อค้าเร่ พ่อค้ารถเข็น หรือเป็นพ่อค้าแผงลอยตามตลาดนัด ก็ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์ก็ได้ ทั้งนี้รวมไปถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนด้วย

  • จดทะเบียนพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์ เป็นการจดทะเบียนสำหรับผู้ที่ทำการค้าอยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือมีร้านค้าออนไลน์นั่นเอง ปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้นทำให้มีผู้ประกอบการจำนวนมากที่เปิดร้านค้าอยู่บนเว็บไซค์ทั้งของตนเองและฝากขายกับเว็บผู้อื่น ดังนั้นผู้ประกอบการที่ค้าขายทางอินเตอร์เน็ตควรมีความรู้ว่ากิจการของตัวเองจำเป็นต้องจดทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ ซึ่งผู้มีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้นจะเป็น บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในประเทศไทยเท่านั้นและประกอบกิจการขายในเชิงพาณิชย์โดยเป็นอาชีพปกติ ซึ่งกิจการที่ต้องจดทะเบียนมีดังนี้

    • 1. มีการซื้อขายสินค้าหรือบริการ ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้แก่ บุคคลที่มีเว็บไซต์เพื่อทำการซื้อขายสินค้าหรือบริการ
    • 2. ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP : Internet Service Provider)
    • 3. ให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Web Hosting)
    • 4. ให้บริการเป็นตัวกลางหรือตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (e-Marketplace)

สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของคนเดียวมักเข้าข่ายกิจการในข้อ 1 ก็คือขายสินค้าผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต แต่ก็ไม่ต้องตกใจว่าต้องจดทะเบียนทุกรายไปแม้ว่าคุณจะมีเว็บไซค์ของตัวเองก็ตามเพราะยังมีการแบ่งว่าเว็บไซค์ประเภทไหนที่ต้องจดทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์บ้างได้แก่

  • 1. เว็บไซค์นั้นต้องมีระบบการสั่งซื้อ เช่น ระบบกรอกฟอร์ม ระบบตะกร้า มีระบบการชำระเงิน ออฟไลน์ หรือ ออนไลน์ เช่น การโอนเงินผ่านระบบบัญชี การชำระด้วยบัตรเครดิต หรือ e-cash , e-wallet เป็นต้น
  • 2. เว็บไซค์ที่มีระบบสมัครสมาชิก เพื่อรับบริการข้อมูลหรืออื่น ๆ โดยมีการคิดค่าใช้จ่าย (ถือเป็นการขายบริการ) เช่น บริการข่าวสาร/บทความ/หนังสือ การรับสมัครงานผ่านทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
  • 3. เว็บไซค์ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการรับจ้างโฆษณาสินค้าหรือบริการของผู้อื่น และมีรายได้จากการโฆษณานั้น
  • 4. เว็บไซค์ที่รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ด้วยกัน หรือโฆษณาว่าเป็นผู้รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ เพราะถือว่าการออกแบบเว็บไซต์นั้นมีช่องทางการค้าปกติบนอินเทอร์เน็ต
  • 5. เว็บไซต์ให้บริการเกมส์ออนไลน์ที่คิดค่าบริการจากผู้เล่น (เจ้าของเว็บไซต์ต้องจดทะเบียน)
  • 6. เว็บไซต์ที่มีการส่งมอบสินค้าหรือบริการผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่นให้ Download เกมส์เพลงริงโทน ภาพยนตร์ เป็นต้น

ผู้ประกอบการที่มีร้านค้าและได้จดทะเบียนพาณิชย์ไว้แล้ว หากมีเว็บไซค์ซึ่งเป็นร้านค้าบนอินเตอร์เน็ตและมีตะกร้าให้ซื้อขายผ่านออนไลน์ได้ต้องจดทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม และต้องยื่นเสียภาษีรายได้ทั้งที่ร้านค้าตามทะเบียนพาณิชย์และร้านค้าทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับผู้ที่ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถไปดาวน์โหลดคู่มือการจดทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงพาณิชย์ได้ ที่นี่ Download

ตอนนี้ผู้ประกอบการมือใหม่ก็คงทราบแล้วว่าตัวเองควรจดทะเบียนแบบไหน และควรจดทะเบียนหรือไม่จะเป็นแบบบุคคลธรรมดาแล้วยื่นเพียงภาษีรายได้ก็พอ จากประสบการณ์ที่ผ่านของผู้เขียนขอให้ความเห็นว่าผู้ประกอบการรายใหม่รายใดที่มีเงินลงทุนครั้งแรกไม่เกิน 100,000 บาท คาดว่าจะมียอดขายเดือนละไม่เกิน 20,000 บาท น่าจะเริ่มทำธุรกิจไปก่อนจนมียอดขายที่เติบโตขึ้น เมื่อจะขยายกิจการและลงทุนเพิ่มขึ้นค่อยมาพิจารณาถึงการจดทะเบียนพาณิชย์ ถ้าการลงทุนนั้นต้องลงทุนเงินจำนวนมากเพราะเป็นธุรกิจขนาดกลางแล้วก็อาจพิจารณาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็ได้ สำหรับผู้ที่มีการลงทุนตั้งแต่ 100,000 -500,000 บาทก็ควรพิจารณาว่าตัวเองจำเป็นต้องมีหน้าร้านไว้ขายของไหม จำเป็นต้องมีป้ายและชื่อที่หน้าร้านหรือไม่เพื่อให้กิจการดูดีน่าเชื่อถือขึ้น ถ้าคิดว่าจำเป็นต้องมีร้านค้าก็ควรจดทะเบียนพาณิชย์ไว้เลย หากคิดว่ายังไม่จำเป็นก็อาจจะรอให้ดำเนินการไปแล้วสัก 6-12 เดือนก่อน เพื่อจะทราบทิศทางธุรกิจว่าจะไปได้ดีไหม มีความมั่นคงหรือไม่ค่อยพิจารณาไปจดทะเบียนภายหลังก็ได้