การเงินและบัญชี

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

การบริหารหนี้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ

   ธุรกิจ SME มักบริหารหนี้โดยเจ้าของกิจการเพราะไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจ้างนักการเงินหรือ Financial controller มาบริหารเงินทุนของกิจการได้ เมื่อต้องใช้เงินกู้เจ้าของกิจการก็จะไปกู้ด้วยตนเองและให้ธนาคารตัดสินใจให้ว่าจะให้วงเงินกู้ประเภทไหนมาใช้ หากโชคร้ายเจอเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่ไม่ได้ศึกษาธุรกิจของผู้กู้อย่างถ่องแท้ก็จะกลายเป็นกิจการใช้เงินผิดประเภทไปและมีปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินได้ภายหลัง ดังนั้นเจ้าของธุรกิจ SME จึงควรศึกษาการบริหารหนี้สินของตนเองว่ามีหนี้สินที่เหมาะสมกับกิจการเพื่อป้องกันการขาดสภาพคล่องและมีหนี้สินมากเกินไปจนทำให้กิจการรับภาระดอกเบี้ยไม่ไหว

การบริหารหนี้ให้เหมาะสมจะต้องบริหารจัดการใน 2 ด้านใหญ่ดังนี้

   1. กู้เงินให้ถูกประเภท การกู้เงินถูกประเภทหรือที่เรียกว่า Matching fund คือเมื่อเราจำเป็นต้องใช้เงินระยะสั้น เราก็ควรกู้เงินแบบระยะสั้น หากเราต้องใช้เงินระยะยาวเราก็ควรกู้เงินแบบระยะยาวมาใช้ ยกตัวอย่างเช่น เราต้องซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง และค่าใช้จ่ายเพื่อผลิตสินค้าของกิจการ ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีเงินทุนหมุนเวียนมาใช้ในสิ่งเหล่านี้ เมื่อเราผลิตเสร็จเราก็ขายสินค้าและได้เงินกลับมาเพื่อหมุนเวียนไปซื้อวัตถุดิบมาผลิตอีก ดังนั้นเงินที่ใช้ไปและได้มานั้นเป็นลักษณะเงินระยะสั้น เป็นเงินทุนหมุนเวียนที่จะหมุนกลับมาในแต่ละรอบไม่เกิน 1 ปีซึ่งจะระยะสั้นหรือระยะยาวก็ขึ้นอยู่กับเครดิตการค้าที่เราจะให้แก่ลูกค้าด้วย การกู้เงินให้ถูกประเภทของเงินทุนหมุนเวียนนี้ก็ควรเป็นเงินกู้ระยะสั้น จากสถาบันการเงินซึ่งมีประเภทสินเชื่อระยะสั้นเช่น เงินเบิกเกินบัญชี หรือที่เรียกกันว่า O/D (Bank overdrafts) หรือจะเป็นการกู้ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) หากเป็นธุรกิจส่งออกก็อาจเป็น Packing credit เป็นต้น เจ้าของกิจการ SME ต้องศึกษาเงินกู้ที่เราจะใช้ว่าจะนำไปใช้หรือซื้อในทรัพย์สินระยะสั้นหรือระยะยาว หากธุรกิจเพิ่งจะดำเนินการใหม่ก็จำเป็นต้องลงทุนในเครื่องจักรและอาคารโรงงาน การกู้เงินก็อาจจะมีทั้งสินเชื่อระยะกลางคือมีระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 5 ปีเพื่อนำไปซื้อเครื่องจักร ส่วนการก่อสร้างอาคารโรงงานก็จำเป็นต้องใช้สินเชื่อระยะยาวตั้งแต่ 5-10 ปีเพื่อให้กิจการมีความสามารถในการชำระเงินได้ หากการลงทุนในทรัพย์สินระยะยาวแล้วกู้เงินระยะสั้นจะทำให้กิจการผ่อนไม่ไหวและถูกฟ้องดำเนินคดีได้ภายหลัง ทาง BSC จึงได้ทำตารางให้ผู้ประกอบการ SME กู้เงินได้ตรงกับประเภทของระยะเวลาการใช้เงินกู้เพื่อลดปัญหาการเสียดอกเบี้ยมากเกินไปและให้เหมาะสมกับแหล่งที่ใช้ไปของเงินกู้

ตารางการขอวงเงินให้ตรงกับประเภทการใช้เงินกู้

ประเภทและระยะเวลาของการใช้เงินกู้ วัตถุประสงค์การใช้เงิน ประเภทสินเชื่อที่เหมาะสม
เงินทุนหมุนเวียน เพื่อซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง และให้เครดิตลูกหนี้การค้า O/D, Packing credit, T/R , Factoring
ระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี สต๊อกสินค้าสำเร็จรูป สินค้าคงคลัง ตั๋วสัญญาใช้เงิน
ระยะกลางไม่เกิน 5 ปี ซื้อเครื่องจักร ซื้อรถบรรทุก ซื้อรถยนต์ ปรับปรุงอาคารและต่อเติมโรงงานจากของเดิม ปรับปรุงเพื่อขอมาตรฐานต่างๆ เงินกู้ Term loan,สินเชื่อลีสซิ่งเครื่องจักร, สินเชื่อเช่าซื้อรถ,เงินกู้ระยะกลาง
ระยะยาวตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป เพื่อสร้างโรงงาน อาคารต่างๆ เพื่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์และโครงการระยะยาว เงินกู้ระยะยาวที่มีระยะเวลาปลอดหนี้ประมาณ 1-2 ปีแล้วค่อยผ่อนชำระตามประมาณการที่ได้จัดทำขึ้น

 

   2. วงเงินหรือจำนวนเงินกู้ที่เหมาะสมกับกิจการ ผู้ประกอบการ SME มักคิดว่าการขอเงินกู้ยิ่งขอเงินกู้ได้มากเท่าไรยิ่งดีกับกิจการเท่านั้น ซึ่งเป็นการเข้าใจที่ผิดเพราะการใช้เงินกู้จำนวนมากมาใช้ในการดำเนินธุรกิจจะทำให้ธุรกิจนั้นต้องรับภาระดอกเบี้ยจำนวนมากตามไปด้วยและในที่สุดธุรกิจจะไม่มีกำไรเพราะต้องไปเสียดอกเบี้ยทั้งหมดเหมือนหาเงินเหนื่อยแต่ธนาคารกลับได้เงินไป ดังนั้นวงเงินหรือจำนวนเงินกู้จึงต้องกู้พอประมาณและเหมาะสม หากเจ้าของกิจการไม่ได้ลงเงินทุนของตัวเองเลยแต่กู้ทั้งหมดก็จะเป็นหนี้ตลอดเวลาและเมื่อกิจการเจอปัญหาก็จะอยู่ไม่รอดและต้องเลิกกิจการไปในที่สุดพร้อมทั้งยังต้องถูกดำเนินคดียึดทรัพย์ไปด้วย โดยทั่วไปจำนวนเงินกู้ที่เหมาะสมควรมีจำนวนเท่ากับเงินลงทุนของเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น หากกิจการจะต้องใช้เงินลงทุนทั้งเงินทุนหมุนเวียนและเงินทุนระยะยาวเป็นจำนวน 10 ล้านบาทเจ้าของกิจการก็ควรมีเงินลงทุนของตนเองจำนวน 5 ล้านบาทและขอวงเงินกู้อีกจำนวน 5 ล้านบาทโดยมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนเป็น 1 ต่อ 1 จึงจะเหมาะสม สัดส่วนนี้จะไม่ทำให้กิจการมีความเสี่ยงกับการมีหนี้มากเกินไป หากกิจการกู้เงิน 80% ของเงินลงทุนทั้งหมดเหลืออีก 20 % เป็นส่วนของเจ้าของลงทุนไปจะทำให้กิจการมีความเสี่ยงที่จะคืนเงินต้นและดอกเบี้ยไม่ได้ หากมีหลักทรัพย์ค้ำประกันก็อาจถูกยึดทรัพย์ได้ เจ้าของกิจการ SME จึงต้องคำนึงถึงวงเงินหรือจำนวนเงินกู้ด้วย ควรหาผู้ร่วมทุนมากกว่าการหาแหล่งเงินกู้เพราะการร่วมทุนไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายทุกเดือนด้วย

   นอกจากการกู้เงินในสถาบันการเงินแล้ว ผู้ประกอบการ SME นิยมใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเพื่อใช้ในการซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรงงานและค่าใช้จ่ายอื่นๆจนต้องผ่อนชำระขั้นต่ำทุกเดือน ทาง BSC ไม่คิดจะห้ามเรื่องการใช้บัตรเครดิตแต่อยากแนะนำให้พิจารณาเรื่องกำไรของกิจการเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยของบัตรเครดิตด้วย โดยทั่วไปบัตรเครดิตจะต้องเสียดอกเบี้ยประมาณ 20% และหากเป็นบัตรกดเงินสดก็ประมาณ 28% ผู้ประกอบการ SME ที่ทำธุรกิจและได้กำไรมากกว่า 30% ก็ยังพอที่จะใช้ทั้งบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดได้แต่ก็ทำมาหาเงินเสียดอกเบี้ยให้บัตรเหล่านี้เท่านั้นหากมีกำไรน้อยกว่า 20% นั่นแสดงว่ามีกำไรน้อยกว่าดอกเบี้ยที่ต้องเสียทุกเดือนยิ่งทำธุรกิจไปก็ยิ่งขาดทุนเพราะต้องเสียดอกเบี้ยที่สูงกว่ากำไรนั่นเอง สำหรับธุรกิจที่มีกำไรมากกว่า 50% ก็ไม่ต้องกังวลมากเพราะไม่ขาดทุนจากการเสียดอกเบี้ยแน่นอนแต่ก็ต้องมั่นใจว่าคิดต้นทุนสินค้าได้ถูกต้องครบทุกรายการของค่าใช้จ่ายแล้วนะ