ความร่วมมือระหว่างประเทศ

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

Joint Venture กับประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย และสิงคโปร์

 

 

การ Joint Venture กับประเทศญี่ปุ่น

1. สัดส่วนหุ้นต่างชาติญี่ปุ่นไม่มีข้อจำกัดสัดส่วนหุ้นต่างชาติในการลงทุนประกอบธุรกิจ ยกเว้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การประมง บริการการด้านเงิน โทรคมนาคม และการขนส่งโดยเฉพาะการขนส่งภายในประเทศ ซึ่งการประกอบธุรกิจในบางสาขาแม้ไม่มีข้อจำกัดต่อต่างชาติแต่ต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เช่น การทำการเกษตร ป่าไม้ ประมง เหมืองแร่ อุตสาหกรรมการผลิตบางประเภทเกี่ยวกับ ยา หนัง และผลิตภัณฑ์หนัง กาวและเจลาติน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เป็นต้น
2.รูปแบบการจัดตั้งธุรกิจในญี่ปุ่นของชาวต่างชาติสามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
    2.1 สำนักงานตัวแทน (Representive Office) มีลักษณะเป็นฐานดำเนินงานเพื่อจัดเตรียม และช่วยส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมการขายอย่างเต็มรูปแบบในญี่ปุ่นให้แก่บริษัทต่างชาติ แต่ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคาร และเช่าอสังหาริมทรัพย์ ในนามสำนักงานตัวแทนได้ ซึ่งกำหนดให้กระทำในนามของสำนักงานใหญ่ของบริษัทแม่ในต่างประเทศ
    2.2 สำนักงานสาขา (Branch Office) สามารถเริ่มดำเนินธุรกิจได้หากมีสถานที่ตั้งสำนักงานสาขาอย่างแน่นอน มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ผู้แทนของสำนักงานสาขาและจดทะเบียนในประเทศญี่ปุ่นแล้ว โดยบริษัทแม่ในต่างประเทศต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อหนีสินที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามสำนักงานสาขาสามารถเปิดบัญชีธนาคารและเช่าอสังหาริมทรัพย์ในนามของสำนักงานสาขาได้
    2.3 บริษัทย่อย (Subsidiary Company) (นิติบุคคลญี่ปุ่น) ผู้ร่วมลงทุนต้องรับผิดชอบหนี้สินอย่างไม่จำกัด ซึ่งการ Joint Venture เพื่อร่วมลงทุนในบริษัทญี่ปุ่น เป็นวิธีการที่บริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนโดยตรงในญี่ปุ่นได้โดยใช้ประโยชน์นิติบุคคลญี่ปุ่นได้นอกเหนือจากการตั้งบริษัทย่อย
2. ผู้ประกอบการไทยสามารถรับคำปรึกษาเบื้องต้นกรณีต้องการร่วมการค้าและการลงในประเทศญี่ปุ่นได้ที่หน่วยงาน เจโทร กรุงเทพฯ (JETRO Thailand)

ที่มา : เจโทร กรุงเทพฯ (JETRO Thailand)
สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

 

การ Joint Venture กับประเทศมาเลเซีย

1. โดยปกตินักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100% ในการลงทุนใหม่และการขยายการลงทุน หรือการกระจายกิจการที่มีอยู่เดิม โดยไม่มีเงื่อนไขในการส่งออกแต่บริษัทที่ถือหุ้นโดยนักลงทุนต่างชาติจะต้องยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจจากคณะกรรมการพัฒนาการลงทุนของมาเลเซีย (Malaysia Investment Development Authority)
2. ข้อจำกัดในการลงทุนส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคบริการและในบางสาขาอุตสาหกรรม ได้แก่
1) นโยบายภูมิบุตร (เป็นนโยบายที่ให้สิทธิพิเศษแก่คนเชื้อสายมาเลย์ในการทำธุรกิจและสิทธิด้านอื่นๆตามที่กฎหมายกำหนด) สงวนสัดส่วนการถือหุ้นให้แก่ชนชาติมาเลย์อย่างน้อยร้อยละ 30
2) กิจกรรมธนาคารและการเงิน การประปา การเกษตร การผลิตผ้าบาติค และการโทรคมนาคม ให้สัดส่วนการถือหุ้นแก่ชนชาติมาเลย์ร้อยละ 70
3) กิจการด้านการค้า การจัดจำหน่ายน้ำมันและก๊าซ ให้สัดส่วนการถือหุ้นแก่ชนชาติมาเลย์ร้อยละ 49
3. การทำ Joint Venture กับ Partner มาเลเซีย Local ถือหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 50 ทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้ว (paid up capital) ขั้นต่ำ 350,000 ริงกิต และทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 500,000 ริงกิต
4. กิจการที่ห้ามนักลงทุนต่างชาติลงทุน ได้แก่ การผลิตน้ำตาลทรายขาว, สุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์, บุหรี่หรือการแปรรูปยาสูบ, การผลิตเหล็กเส้น เหล็กแท่ง เหล็กแผ่น, การผลิตไบโอดีเซล
5. ขั้นตอนการลงทุน
1) จัดทำรายงานข้อเสนอโครงการ(Proposal) พร้อมหลักฐานการลงทุนยื่นคำขอต่อ Malaysian Industrial Development Authority (MIDA) เพื่อขออนุมัติจัดตั้งบริษัท ซึ่งจะพิจารณาไม่เกิน 3 เดือน
2) เมื่อได้รับการอนุมัติจาก MIDA ต้องยื่น Form A 13 เพื่อจดทะเบียนชื่อบริษัทที่ Companies Commission of Malaysia (CCM) ซึ่งใช้เวลาพิจารณาประมาณ 12 วัน
3) หลังจากผ่านการอนุมัติจาก CCM ผู้ลงทุนต้องจัดทำตราบริษัท และส่งเอกสารให้ CCM ออกใบรับรองเพื่อนำมาจดทะเบียนกับหน่วยงานของสิงคโปร์ได้แก่ Income Tax Department, Employment Provident Fund และSocial Security Organization
6. หน่วยงานที่สามารถให้คำปรึกษาและประสานงานการเริ่มต้นการทำธุรกิจของผู้ประกอบการไทยที่ต้องการลงทุนในประเทศมาเลเซียได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

 

การ Joint Venture กับประเทศสิงคโปร์

1. ประเทศสิงคโปร์ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100% ในธุรกิจเกือบทุกประเภท ยกเว้นธุรกิจดังนี้
     - ธุรกิจด้านกระจายเสียงและการจัดสรรคลื่นความถี่ ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 49
     - ธุรกิจด้านหนังสือพิมพ์ ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 5
2. อาชีพสงวนที่ห้ามต่างชาติเข้ามาลงทุน ได้แก่ ธุรกิจด้านกฎหมายและการประกอบอาชีพทนายความและธุรกิจที่มีการดำเนินงานโดยรัฐวิสาหกิจ เช่น ธุรกิจการบิน และบริการสาธารณะ เช่น ไฟฟ้า ประปา เป็นต้น
3.ขั้นตอนการลงทุน
ผู้ลงทุนจัดทำข้อเสนอโครงการและยื่นจดทะเบียนบริษัทต่อ ACRA (Accounting and Corporate Regulatory Authority) โดยธุรกิจใหม่ทุกประเภทต้องจดทะเบียนในสิงคโปร์ รวมทั้งบริษัทหรือบุคคลที่ดำเนินธุรกิจในฐานะที่เป็นตัวแทน (Nominee) ผู้จัดการทรัพย์สิน (Trustee) หรือตัวแทนบริษัทต่างชาติ
เอกสารประกอบการจดทะเบียน
     - หนังสือบริคณห์สนธิ (เอกสารการก่อตั้งบริษัทตามข้อกำหนดกฎหมาย) และหนังสือรับรองของบริษัท
     - รายละเอียดของผู้ถือหุ้น กรรมการ เลขานุการ และอื่นๆ
     - บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง
     - สถานที่และที่อยู่ที่จดทะเบียนของบริษัท
     - หลักฐานการได้รับอนุมัติให้เป็นกรรมการของบริษัทและคำให้การว่าด้วยคุณสมบัติการเป็นกรรมการ
     - หลักฐานการได้รับอนุมัติให้เป็นเลขานุการของบริษัท
4. หน่วยงานที่สามารถให้คำปรึกษาและประสานงานการเริ่มต้นทำธุรกิจแก่ผู้ประกอบการไทยที่สนใจลงทุนในสิงคโปร์ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
5. หน่วยงานหลักของสิงคโปร์ที่สนับสนุนการลงทุนคือ Economic Development Board (EDB) โดยเป็นหน่วยประสานงาน และเชิญชวนบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ศูนย์ข้อมูลอาเซียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย