จากภาครัฐ

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ

การจัดหาแหล่งเงินทุนและเงินกู้

       ธุรกิจ SMEs มักเริ่มต้นจากเงินทุนส่วนตัวของเจ้าของและเงินทุนเหล่านี้มักมีจำกัดไม่เพียงพอต่อความต้องการในการดำเนินธุรกิจ อาจจะเป็นเพราะผู้ประกอบการไม่ได้จัดทำงบการลงทุนตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจึงทำให้มีปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียนหรืออาจเป็นเพราะตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจผู้ประกอบการก็มีเงินไม่เพียงพอต่อการลงทุนอยู่แล้ว ถึงแม้ทราบว่าเงินจะไม่พอหลายคนก็ยังเสี่ยงที่ทำธุรกิจต่อไปเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็คงมีกำไรหรือคิดว่าค่อยไปว่ากันข้างหน้าคงหาเงินได้เองแหละ ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการที่เตรียมเงินทุนไว้ไม่เพียงพอก็จะประสบปัญหาเรื่องเงินเสมอ ต้องหมุนเงินตลอดเวลาทำให้เกิดความเครียดยิ่งต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงแล้วยิ่งเครียดหนัก มีบางรายที่ไปกู้ยืมเงินนอกระบบจากนายทุนต้องเสียอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ร้อยละ 2-5 ต่อเดือน เราลองคิดง่ายๆว่าดอกเบี้ยเดือนละ 5% ถ้าเรากู้หนึ่งปีก็จะเท่ากับ 60% (5% คูณ 12 เดือน) หากกิจการของเรามีกำไรเกิน 60% การที่เรากู้นอกระบบก็คงไม่ขาดทุน แต่ส่วนใหญ่กำไรกันก็ประมาณ 20-35% สำหรับธุรกิจขนาดเล็กหากเป็นธุรกิจขนาดกลางก็ประมาณ 15-25% แล้วผู้ประกอบการจะไม่เลิกกิจการได้อย่างไร ถ้ายังขืนใช้เงินกู้นอกระบบต่อไป

แหล่งเงินทุนของธุรกิจ SMEs มีดังนี้

  • เงินทุนส่วนตัวของเจ้าของหรือระดมทุนจากหุ้นส่วนของกิจการ
  • เงินกู้ระยะสั้นและระยะยาวจากสถาบันการเงิน
  • การร่วมหุ้นหรือร่วมทุนกับนายทุนทั้งในและต่างประเทศ
  • กองทุนร่วมทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สสว หรือกองทุนวรรณเป็นต้น
  • เงินกู้ประเภทอื่นๆเช่น การเช่าซื้อ,ลิสซิ่ง,ขายลดบัญชีลูกหนี้(Factoring), personal loan,บัตรเครดิต
  • เงินกู้นอกระบบ
  • เงินกู้จากเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง

     กิจการที่ดีควรป้องกันความเสี่ยงโดยไม่ควรใช้แหล่งเงินจากข้อ 6-7 คือเงินกู้นอกระบบและจากเพื่อนฝูงเพราะมีดอกเบี้ยที่สูงเกินไปทำให้ไม่สามารุรับภาระได้ สำหรับญาติพี่น้องที่ไม่คิดดอกเบี้ยหรือคิดดอกเบี้ยที่ต่ำก็อาจจะใช้เป็นเงินกู้ชั่วคราวในช่วงเวลาที่มีปัญหาการเงินเท่านั้น

สำหรับแหล่งเงินกู้ที่ช่วยเหลือ SMEs มีดังนี้

  • ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SME Bank) เป็นธนาคารที่เน้นในการให้สินเชื่อกิจการขนาดย่อมและขนาดกลางที่เป็นนิติบุคคล
  • ธนาคารออมสิน เป็นธนาคารที่เน้นการให้สินเชื่อกับกิจการที่เป็นบุคคลธรรมดาและร้านค้าที่จดทะเบียนพาณิชย์
  • ธนาคารกรุงไทย เป็นธนาคารที่เน้นการให้สินเชื่อกับกิจการที่เป็นนิติบุคคลขนาดกลางและขนาดใหญ่รวมทั้งบริษัทมหาชนต่างๆที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส) เป็นธนาคารที่เน้นการให้สินเชื่อธุรกิจการเกษตรหรือธุรกิจเกษตรแปรรูปและเกษตรกร
  • ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เป็นธนาคารที่เน้นการให้สินเชื่อกับธุรกิจที่ส่งออกและนำเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งไปลงทุนในโครงการที่ต่างประเทศ
  • ธนาคารพาณิชย์ต่างๆซึ่งให้สินเชื่อทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมีฝ่ายที่ดูแลสินเชื่อสำหรับกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยเฉพาะ เช่น ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย,ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารทหารไทย, ธนาคารธนชาต, ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย
  • นอกจากธนาคารแล้วยังสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อด้านอื่นๆประเภทเช่าซื้อ ลิสซิ่ง และแฟคตอริ่ง รวมทั้งการให้กู้แบบ Personal loan, credit card ซึ่งบางแห่งก็เป็นบริษัทในเครือของธนาคารพาณิชย์ หรือเครือสถาบันการเงินจากต่างประเทศ

     การจัดหาเงินทุนจำเป็นต้องวางแผนการจัดหาให้เหมาะกับประเภทเงินทุนที่นำไปใช้ด้วย เช่นการซื้อทรัพย์สินถาวรพวกอาคาร สิ่งปลูกสร้าง โรงงาน ทรัพย์สินประเภทนี้เมื่อลงทุนซื้อแล้วกว่าจะได้ทุนคืนอาจต้องใช้ระยะเวลานานจึงใช้เงินกู้ระยะยาวจึงเหมาะสมรวมทั้งผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีเงินทุนทั้งส่วนตัวด้วย เงินกู้ระยะยาวนี้ควรผ่อนชำระให้นานมากกว่า 5 ปีขึ้นไปเพราะหากใช้เงินกู้ระยะสั้นและถูกเรียกคืนจากสถาบันการเงิน ผู้กู้ก็อาจจะหาเงินคืนไม่ทันและก็กลายเป็นหนี้ NPL ในที่สุด ก่อนจะกู้เงินทุกครั้งขอให้ผู้ประกอบการวิเคราะห์ว่าจะนำเงินกู้ไปใช้ในกิจกรรมใด ลงทุนในทรัพย์สินหมุนเวียนหรือถาวร กว่าจะได้เงินคืนกลับมาต้องใช้เวลานานหรือไม่ เรามักได้ยินกันบ่อยๆว่าการบริหารเงินให้ถูกต้องจำเป็นต้อง Matching fund นั่นคือเงินลงทุนระยะสั้นก็ต้องกู้เงินระยะสั้นมาใช้ เช่นซื้อวัตถุดิบ เวลาซื้อมาแล้วเมื่อผลิตเสร็จก็นำไปขายแล้วก็ได้เงินมาชำระเงินกู้ได้ การกู้เงินมาซื้อวัตถุดิบเราเรียกว่าเป็นการนำไปใช้ในเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น

     ประเภทของเงินทุนหรือเงินกู้มี 3 ประเภท โดยแบ่งตามระยะเวลา ดังนั้นเราควรเลือกเงินกู้ตามหรือจัดหาเงินทุนมาใช้ให้เหมาะสมกับระยะเวลาการใช้เงินด้วยคือ

  • 1. เงินกู้ระยะสั้น (เงินทุนหมุนเวียน) มีกำหนดการชำระคืนภายใน 1 ปี เหมาะกับการกู้เพื่อนำมาใช้หมุนเวียนในการซื้อสินค้า วัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายในการผลิต การให้เครดิตแก่ลูกหนี้การค้า หรือซื้อทรัพย์สินหมุนเวียนอื่นๆ
  • 2. เงินทุนระยะปานกลาง มีกำหนดการชำระเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี เหมาะกับการกู้เพื่อซื้อเครื่องจักรเครื่องมือ รถยนต์ รถบรรทุก รถขนส่ง หรือสำหรับปรับปรุงโรงงานเพื่อขอมาตรฐานต่างๆ เงินกู้นี้รวมถึงเงินกู้จากการขอสินเชื่อเช่าซื้อและลิสซิ่งด้วย
  • 3. แหล่งเงินทุนระยะยาว มีกำหนดการชำระเกิน 5 ปี เหมาะกับการลงทุนระยะยาวในโครงการใหญ่ หรือการเริ่มธุรกิจใหม่ที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมเพราะกิจการมีความต้องการที่ผ่อนชำระนานๆ เนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิตจะมีระยะเวลาการคืนทุนนานกว่าธุรกิจบริการและซื้อมาขายไป ผู้ลงทุนจึงจำเป็นต้องใช้เงินกู้ระยะยาวเพื่อการ Matching fund ด้วย